แม่ครัวยอดเซียน – ตอนที่ 83 หลิวหลีผู้โดดเด่น

อ่านนิยายจีนเรื่อง แม่ครัวยอดเซียน ตอนที่ 83 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

“ลำดับต่อไปทั้ง เชิญทั้ง 10 คนมาจับฉลากตัดสิน คนที่หนึ่ง จ้านอวิ๋นจุน”

คู่แข่งที่จ้านอวิ๋นจุนจับได้ก็คือ “ฮัวจิงเฟย”

“โถ่ รอบแรกก็เจอแล้วเหรอ” ฮัวจิงเฟยเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย

“คนที่สอง ฮัวจิงหง”

คนที่จับได้คือ “หนานกงเหลยเทียน”

“คนที่สาม หลงหลิวหลี”

หลิวหลีก็เลือกมั่ว ๆ มาหนึ่งอัน “จ้านอวิ๋นจิ่ง” ศัตรูตัวฉกาจ

จ้านอวิ๋นจิ่งเห็นหลิวหลียิ้มอย่างหน้าชื่นตาบาน

“คนที่สี่ หนานกงเวิ่นเทียน”

คู่แข่งคือ หลินเสี่ยวเสี่ยว

“คู่สุดท้ายหลินเสี่ยวเจียงกับหลงเทียนอี้”

“ถ้าอย่างนั้นรอบแรก จ้านอวิ๋นจุนปะทะฮัวจิงเฟย เริ่มประลองได้”

ทั้งสองล้วนเป็นคนที่น่ามอง คนหนึ่งสุขุมนุ่มลึก ส่วนอีกคนเปิดเผย ทั้งสองคนไม่ได้เรียกคู่พันธสัญญาออกมาในทันที แต่กลับเอาอาวุธออกมาลองหยั่งเชิงดูก่อน เมื่อผ่านไปหลายสิบกระบวนท่าทั้งสองจึงเรียกคู่พันธสัญญาออกมา

“กิเลนหยกขาว”

“พยัคฆ์ทมิฬ”

“เป็นอสูรเทพระดับสูงทั้งนั้นเลย”

ฮัวจิงเฟยสั่งพยัคฆ์ทมิฬ กลิ่นอายคนทั้งสองคนก็หายไปจากลานประลอง จ้านอวิ๋นจวินกับกิเลนหยกขาวไม่ขยับเขยื้อน ทันใดนั้นเองกิเลนหยกขาวก็เปล่งแสงสว่างจ้า เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนเวที จ้านอวิ๋นจุนได้โอกาสรีบถีบฮัวจิงเฟยตกจากลานประลองทันที

“จ้านอวิ๋นจุนเป็นฝ่ายชนะไป”

“รอบต่อไป ฮัวจิงหงปะทะหนานกงเหลยเทียน”

เริ่มจากการหยั่งเชิงก่อนเหมือนเดิม เพียงแต่หลิวหลีมองอาวุธของหนานกงเหลยเทียนอย่างประหลาดใจ เป็นพัดสีแดงเจิดจ้าอย่างมาก

“เห็นอาวุธของพี่เหลยเทียนแล้ว อยู่ๆข้าก็รู้สึกขัดตาอย่างไรไม่รู้” หลิวหลีพูดพลางเอามือจับคาง ผู้ชายอกสามศอกกลับชอบพัด อาวุธเช่นนี้ดูสวยเกินไปจนไม่กล้ามองตรงๆ

สุดท้ายทั้งสองก็เรียกคู่พันธสัญญาออกมาเช่นกัน

“พยัคฆ์วิหค”

“นกยูงแดงทลายนภา”

ท้ายที่สุดพลังบำเพ็ญเพียรของหนานกงเหลยเทียนด้อยกว่าเล็กน้อย เมื่อฮัวจิงหงเจอช่องโหว่ ก็โยนเขาออกไป

“ฮัวจิงหงชนะ”

“รอบต่อไป หลงหลิวหลีปะทะจ้านอวิ๋นจิ่ง”

“หลงหลิวหลี ข้าจะให้เจ้าได้เห็นความร้ายกาจของข้า ความโชคดีของเจ้าคงจะถูกใช้ไปจนกมหดก่อนหน้าแล้วใช่ไหม” จากคำพูดจ้านอวิ๋นจิ่งแล้ว หลิวหลีก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด แค่คำพูดใครๆก็พูดได้

“จ้านอวิ๋นจิ่ง พลังบำเพ็ญเพียรช่วงปราณก่อนกำเนิดระยะต้น อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงกระบองสะท้านฟ้า”

“หลงหลิวหลี พลังบำเพ็ญเพียรช่วงปราณก่อนกำเนิดระยะต้น อาวุธ สักครู่ หาเจอแล้ว มีดเล่มใหญ่ หนัก 580 กิโลกรัม” หลิวหลีได้รับการแนะนำแบบเดียวกับจ้านอวิ๋นจิ่ง สกุลหลงเอามือมาปิดหน้าอย่างอดไม่ได้ พวกหลงเหวินเซวียนทำหน้าไม่ถูก พวกเขาไม่ได้ให้อาวุธกับนังหนู

“ฮ่าฮ่า มีดเล่มนี้น่าตลกสิ้นดี คงจะพอเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับล่างได้อยู่กระมัง” หลินเสี่ยวเจียงหัวเราะร่วน

“พระเจ้า สกุลหลงจนถึงขั้นนี้เลยหรือ อาวุธประเภทนี้ยังกล้าเอาออกมาใช้อีก” ฮัวจิงซวี่เอ่ยเสียงขมขื่น

คนบ้านสกุลหลงที่อยู่ข้าๆ อยากจะเอามือมาปิดหน้า น่าขายหน้าเกินไปแล้ว

“อาเลี่ย พวกเขาสมองมีปัญหากันรึเปล่า ข้าได้รับการแนะนำเหมือนฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่หรือ” หลิวหลีก็อดที่จะบ่นกับเอ๋าเลี่ยไม่ได้

“นังหนู มีดของเจ้าเล่มนี้ เจ้าจะทำมันใหม่เมื่อไหร่หรือ” ก็ดูค่อนข้างขายหน้าอยู่

“เอ่อ มันก็ยังดีอยู่นะ ข้าจะยอมทำใหม่ได้อย่างไร” หลิวหลีพูดด้วยความเสียดาย เอ๋าเลี่ยก็เข้าใจขึ้นมาในทันที นังหนูจงใจ ร่างกายนางตอนนี้แข็งแกร่งกว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง ใกล้เคียงกับอาวุธล้ำค่ามากกว่า ตอนนี้อาวุธพวกนี้สำหรับนางไม่ได้มีประโยชน์อะไรมาก อีกอย่างถ้าให้เดาล่ะก็ พลังทำลายล้างของหมัดนังหนูอย่างน้อยน่าจะใกล้หมื่นกิโลกรัมแล้ว

“นี่ ขึ้นมาให้คนได้พอเห็นหน้าบนลานประลองก็พอแล้ว รีบๆลงไปเถอะ” ช่างน่าขัน อาวุธแบบนั้นยังจะกล้าเอาขึ้นมาบนเวทีอีก

“คำพูดไร้สาระของเจ้านี่มันเยอะจริงๆ อยากลงไปก็ลงไปเอง” หลิวหลีสะบัดมีดและเบะปาก เบาจังเลยแฮะ

“เจ้า… ข้าช่วยรักษาหน้าให้ก็ไม่เอา อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจแล้วกัน” จ้านอวิ๋นจิ่งพูดด้วยความโมโห

“เจ้าไม่ลงมือ ถ้าอย่างนั้นข้าเอง” หลิวหลีจับมีดพุ่งไปที่จ้านอวิ๋นจิ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงดัง ป๊อก มีดของหลิวหลีชนเข้ากับกระบองสะท้านฟ้าของจ้านอวิ๋นจิ่งแล้วแตกออกเป็นสองท่อน

“เอ่อ มีดหักแล้ว” หลิวหลีพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย แต่บนใบหน้าไม่ได้มีท่าทีเสียดายเลยแม้แต่น้อย

“ฮ่าฮ่าฮ่า อาวุธของเจ้าหักแล้ว ลงไปเถอะ” จ้านอวิ๋นจิ่งเอ่ยอย่างหยิ่งผยอง

หลงเหวินเซวียนใบหน้าร้อนผ่าวจ้องลานประลองและมองข้ามแววตาร้อนรนของคนสกุลหลงคนอื่นๆ ถึงขนาดมีคนพูดว่าไม่สู้ยกตำแหน่งให้หลงเทียนเสียงยังจะดีกว่า น่าขายหน้าจริง ๆ

“ใช่ อาวุธหักแล้ว” หลิวหลีเก็บมีดเล่มใหญ่เข้าไป เพิ่มจำนวนวัตถุดิบ อีกหน่อยไว้เอามาทำอาวุธที่นางอยากได้

“เจ้าลงมือเถอะ ความสนุกจบลงแล้ว” หลิวหลีพูดกับจ้านอวิ๋นจิ่งด้วยสีหน้าจริงจัง

เมื่อเห็นจ้านอวิ๋นจิ่งยังคงมองตัวเองด้วยสายตาดูถูก หลิวหลีปล่อยหมัดอย่างหมดความอดทน หมัดที่ทรงพลังถูกปล่อยออกไป จ้านอวิ๋นจิ่งหลบได้อย่างหวุดหวิด หมัดของหลิวหลีกระแทกลงบนพื้น เกิดเป็นเสียงระเบิดขึ้นมา หลุมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน หลายคนที่ยังไม่ทันได้ปรับอารมณ์ก็ตื่นตระหนก

จากนั้นหลิวหลีก็ไม่หยุด ปล่อยหมัดออกมาต่อ จ้านอวิ๋นจิ่งก็พยายามเอากระบองสะท้านฟ้าบังไว้ ผลคือเขาประเมินพละกำลังของหลิวหลีต่ำไป จ้านอวิ๋นจิ่งเพิ่มพลังเซียนเพื่อลดความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น

จ้านอวิ๋นจิ่งเก็บรอยยิ้มเมื่อครู่ คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย

หลิวหลีไม่สนใจเรื่องอะไรแบบนี้ นางยังคงตั้งหน้าปล่อยหมัดต่อ จ้านอวิ๋นจิ่งตั้งกระบองมาบังไว้ หลิวหลีจึงเปลี่ยนจากหมัดเป็นแบมือออกมาจับแทน จับกระบองสะท้านฟ้าไว้แล้วก็ยิ้มให้กับจ้านอวิ๋นจิ่งอย่างร้ายกาจ จากนั้นก็เห็นหลิวหลีใช้มือจับกระบองสะท้านฟ้าไว้แน่นแล้วเอื้อมอีกมือมาจับมัน จากนั้นก็หักกระบองสะท้านฟ้าออกเป็นสองท่อนในทันที

ทุกคนต่างก็ตกตะลึง มองดูกระบองสะท้านฟ้าที่ถูกหักเป็นสองท่อน อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงเปราะบางขนาดนั้นเลยหรือ

“อาวุธของเจ้าก็ไม่เท่าไหร่นี่ แค่เอามือจับก็หักแล้ว” หลิวหลีพูดกวนจ้านอวิ๋นจิ่งไปพลางคิดเรื่องเมื่อสักครู่ไปพลาง ถึงแม้จะดูฝืนไปหน่อย แต่ว่าก็ยังพอทำได้อยู่

จ้านอวิ๋นจิ่งโมโห เรียกคู่พันธสัญญาออกมา

“กิเลนดำ อสูรเทพระดับสูง”

หลิวหลีกลับยื่นมือขวาออกมา เพลิงสีม่วงปรากฏขึ้น

“เพลิงอัสนีคราม เป็นเพลิงอัคคี” มีคนจำได้ เพียงแต่คู่พันธสัญญาของนางล่ะ

“นี่ คู่พันธสัญญาของเจ้าล่ะ จะเอาไฟห่วยๆนี่ออกมาทำไม” จ้านอวิ๋นจิ่งรู้สึกตัวเองขายหน้าไปมากแล้ว ผู้หญิงคนนี้น่าโมโหจริงๆ แต่ว่าจ้านอวิ๋นจิ่งจำต้องยอมรับว่าหลิวหลีเป็นคู่ต่อสู้ที่น่านับถือจริง ๆ

“นี่ไม่ใช่ไฟห่วยๆ ข้าคือนักปรุงยา แน่นอนว่าต้องเล่นกับไฟ อีกอย่าง ข้าไม่ได้ชื่อนี่ ข้ามีชื่อ ชื่อข้าไพเราะมากด้วย ส่วนคู่พันธสัญญาของข้า ขอโทษที แค่ระดับเจ้าข้าไม่จำเป็นต้องเรียกคู่พันธสัญญาของข้าออกมาหรอก”

“หยิ่งผยองจริงๆ อยู่ๆข้าก็รู้สึกนับถือนางขึ้นมา”

“ใช่ ไหนบอกว่านักปรุงยาร่างกายอ่อนแอไม่ใช่หรือ นี่โยนข้าไปได้ไกลอยู่เหมือนกันนะ”

“ได้ยินมาว่าอัตราสำเร็จในการปรุงยาของนางก็สูงมาก”

จ้านอวิ๋นจิ่งโมโห รีบพุ่งเข้าไปหาหลิวหลี หลิวหลีกลับวาดอะไรบางอย่างบนท้องฟ้า จากนั้นก็เผยให้เห็นรอยยิ้มร้ายกาจ บนฟ้าก็ไม่รู้ว่ามีตาข่ายสีม่วงขนาดใหญ่จะปรากฏขึ้นเมื่อใด ครอบบนร่างจ้านอวิ๋นจิ่งกับกิเลนดำไว้ จากนั้นจึงค่อยๆรัดแน่นขึ้น เมื่อมัดทั้งสองคนไว้อย่างแน่นหนาจนจ้านอวิ๋นจิ่งขยับตัวไม่ได้ หลิวหลีก็หรี่ตามองจ้านอวิ๋นจิ่ง

“เด็กน้อย จะบอกอะไรให้ อยู่ข้างนอกหัดถ่อมตัวสักหน่อย” หลิวหลีพูดพลางใช้มือตบหัวจ้านอวิ๋นจิ่งเบาๆ ยืนมองดูจ้านอวิ๋นจิ่งที่ดิ้นรนไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งพลังเซียนของจ้านอวิ๋นจิ่งถูกใช้ไปจนดิ้นรนไม่ไหว นางก็โยนมนุษย์และกิเลนลงจากลานประลอง

“หลงหลิวหลีชนะ”

“ควบคุมเพลิงอัคคีได้สุดยอดมาก”

“พละกำลังก็น่ากลัวเช่นกัน โลกที่ตัดสินคนจากภายนอกนี่ใช้ไม่ได้เลย คิดไม่ถึงว่าจะมีเด็กสาวฝีมือร้ายกาจเช่นนี้”

“หลงหลิวหลีคนนี้ถึงจะเป็นไม้ตายของสกุลหลง”

“เป็นอาวุธในร่างมนุษย์ชัด ๆ”

“ฮ่า ฮ่า เหวินเซวียน ซ่อนไว้มิดจริงๆ” จ้านเฟิงอวี้ยิ้มอย่างมีนัยยะ สกุลหลงชักจะได้หน้ามากเกินไปแล้ว

หลิวหลีเดินลงจากลานประลอง ทุกคนต่างหลีกทางให้นางอย่างไม่รู้ตัว

“พรสวรรค์ของผู้หญิงคนนี้น่ากลัวจริงๆ” ในใจของฮัวเชียนหนิวราวกับมีคลื่นสาดซัด

“เป็นอุปสรรคแรกในการชิงชัยของบ้านสกุลจ้านเรา” ถึงแม้จ้านเฟิงอวี้จะไม่แสดงสีหน้าออกมา แต่เขาเป็นหลิวหลีเป็นศัตรูที่น่ากลัว

“ถ้าสตรีนางนี้เป็นคนบ้านสกุลหนานกงก็คงดี” หนานกงชางฉยงพูดด้วยความอิจฉาน้อยๆ

“ลองดูว่าในสกุลเรามีชายหนุ่มคนไหนที่หน้าตาดี รีบพานังหนูคนนี้กลับบ้านสกุลหลินเร็วเข้า” หลินต้าหมิงวางแผนในใจ

“พระเจ้า นางฟ้าของข้าเท่จังเลย” ฮัวจิงเฟยหลงหลิวหลีหนักขึ้นไปอีก

“ข้าบอกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้น่ากลัว ถึงขนาดสามารถหักอาวุธด้วยมือเปล่าได้” ฮัวจิงซวี่มองหลิวหลีด้วยความหวาดกลัว

“โถ่ ผู้หญิงถึงแม้จะแข็งแกร่งขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องออกเรือนอยู่ดี” หลินเสี่ยวเจียงพูดขึ้นอย่างไม่ยี่หระ

“เสี่ยวเจียง เจ้าน่าจะสู้นางไม่ได้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำกว่าใครจะแต่งออกแต่งเข้า” หลินเสียวเสี่ยวพูดพลางส่ายหน้า

“สกุลจ้านข้ามีศัตรูเสียแล้ว” จ้านอวิ๋นจวินมองหลิวหลีอย่างตื่นเต้น

“นังหนูยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นทุกที ข้าต้องพยายามให้มากกว่านี้” หนานกงเวิ่นเทียนรู้สึกถึงแรงกดดัน นังหนูชักก้าวหน้าเร็วเกินไปแล้ว

“อาเลี่ย เจ้าคิดว่าข้าจะไปเก็บเงินพวกเขาดีไหม” หลิวหลีมองคนรอบตัวอย่างเบื่อหน่าย แต่ก่อนต้องเผาทั้งหมู่บ้าน ตอนนี้ใช้ไฟฟ้าช๊อตมันทั้งหมดเลย

“เราสามารถมองข้ามเรื่องนี้ไปก่อนได้” เป็นวิธีที่ไม่เหมาะกับบุคลิกของหลิวหลีเท่าใดนัก

“รอบต่อไป หนานกงเวิ่นเทียนปะทะหลินเสียวเสี่ยว”

“ตาข้าแล้ว” หนานกงเวิ่นเทียนกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง ท่าทีเยือกเย็นทำให้ผู้บำเพ็ญหญิงหลายคนหันไปมอง

“อาเลี่ย ข้าควรจะเอาเสี่ยวเทียนไปซ่อนไว้ดีไหม” สายตาของผู้หญิงพวกนั้นมันน่ารำคาญจริง ๆ

“นังหนู จริงๆแล้วเด็กนั่นน่าจะอยากเอาเจ้าไปซ่อนไว้เสียมากกว่า” เอ๋าเลี่ยพูดจบก็เห็นสีหน้าสงสัยของหลิวหลี เอ๋าเลี่ยส่ายหัว หนทางยังอีกยาวไกลจริง ๆ

 ………………………………..

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด