คู่ชะตาบันดาลรัก – ตอนที่ 10 หายแล้ว

อ่านนิยายจีนเรื่อง คู่ชะตาบันดาลรัก ตอนที่ 10 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

โชคดีที่เรื่องที่ฮูหยินทั้งสามคนคิดไม่ได้เกิดขึ้น หมิงเฉิงลากหมิงเวยเข้ามาข้างใน เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างตะกุกตะกัก จนทั้งสามท่านตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ฮูหยินสามมองไปที่บุตรสาวด้วยความรู้สึกสับสน นางไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน

หลายวันมานี้บุตรสาวของนางกลายเป็นคนเงียบขรึม ไม่ใช่ว่านางไม่สังเกตถึงความผิดปกตินี้ แต่คิดเพียงว่าลูกคงตกใจกลัวเท่านั้น

ตอนที่เสี่ยวชียังเล็กนางกับสามีพาไปหาหมอที่มีชื่อเสียง แต่พวกเขาบอกว่านี่เป็นโรคที่รักษาไม่หาย หลังจากนั้นผ่านมาหลายปีพวกเขาก็หมดหวัง

คาดไม่ถึงว่าในวันหนึ่ง ทุกสิ่งเลวร้ายจะมีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่

“น้องสะใภ้สามๆ!” มือฮูหยินสองที่จับแขนเสื้อนางกำลังสั่น “เจ้าจำได้หรือไม่ ตอนที่เสี่ยวชียังเล็ก ครั้งหนึ่งได้พบหมอเทวดาเขาบอกว่าที่เสี่ยวชีไม่หายก็เพราะนางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียจิตวิญญาณ! คนเรามีสามจิตสี่วิญญาณ จิตวิญญาณของนางไม่ครบ นางจึงเกิดมาโง่เขลา น้องสะใภ้สาม!”

ฮูหยินสามน้ำตาซึมนางพึมพำ “จำได้ ทำไมข้าจะจำไม่ได้เล่า…”

นางจับคอเสื้อตรงหน้าอกแน่น มีความสุขจนหายใจไม่ออก นางเก็บประวัติการรักษาทุกอย่างของบุตรสาวไว้ตั้งแต่ยังเล็กจนโต นานๆ ครั้งนางจะหยิบมันออกมาอ่านอย่างระมัดระวังซึ่งนางจำทุกคำบนนั้นได้อย่างชัดเจน

นางยังจำได้ ตอนที่เสี่ยวชีอายุสามขวบ พวกเขาได้พบกับหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า ครั้งแรกที่เขาเห็นเสี่ยวชีก็บอกว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เพราะนางสูญเสียจิตวิญญาณ ขอเพียงแค่หาจิตวิญญาณทั้งหมดให้ครบเท่านั้น นางถึงจะฟื้นตัวได้ แต่ผลการตรวจนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจึงค่อยๆ ลืมไป ไม่มีผู้ใดพูดถึง

ตอนที่หมิงเฉิงอธิบายให้พวกนางฟังอย่างชัดเจนว่าเสี่ยวชีมีวิญญาณล่องลอยอยู่ข้างนอก สิ่งที่ท่านหมอเทวดาพูดมาเป็นความจริง!

จิต…จิตวิญญาณของนางที่หายไปกลับคืนมาแล้ว! เพราะฉะนั้นเสี่ยวชี…หายแล้วใช่หรือไม่

ฮูหยินสามคว้าไหล่ของหมิงเวย “เสี่ยวชี ข้าเป็นใคร”

หมิงเวยเงยหน้าขึ้น “ท่านแม่”

ฮูหยินสามคิดว่ามันไม่ถูกต้อง เสี่ยวชีเป็นคนที่มีจิตใจเป็นเด็กแล้วก็ไม่ใช่ผู้ที่จะจำผู้ใดไม่ได้เลย นางใจเต้นอยู่พักหนึ่งปรับความคิดอยู่สักพักแต่ก็ไม่รู้จะพูดอันใดต่อ

เป็นหมิงเฉิงเองที่มีปฏิกิริยา เขาหันไปพูดกับหมิงเวย “เสี่ยวชี เรื่องที่น้องพูดกับพี่สี่เมื่อสักครู่ เล่าให้ฟังอีกรอบได้หรือไม่”

“ได้เจ้าค่ะ” แล้วหมิงเวยก็เล่าสิ่งที่นางพูดไปให้ฟังอีกรอบ ฟังนางพูดออกเสียงอย่างชัดเจน น้ำเสียงของนางก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปยังมีอะไรที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก แล้วฮูหยินสามก็เข้ามากอดนางแล้วร้องไห้

ฮูหยินสองส่งคนออกไปรายงานให้ฮูหยินผู้เฒ่าทราบแล้วพูดปลอบใจ “รอมาหลายปีกว่าจะได้พบเรื่องดีๆ เช่นนี้ ท่านอย่าเพิ่งตื่นเต้นนักเลย เช็ดน้ำตาเสีย อย่าทำให้ลูกตกใจสิ”

“ใช่!” ฮูหยินสี่พูด “ในที่สุดวันเวลาที่ยากลำบากมาตลอดหลายปีก็สิ้นสุดลงแล้ว พี่สะใภ้สามไม่ต้องเสียใจแล้ว”

หมิงเซียงที่อยู่ด้านข้างดูสับสนนางถามหมิงฮ่าวว่า “น้องหก นี่หมายความว่าพี่เจ็ดจะไม่โง่อีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่”

“เหมือนจะเป็นอย่างนั้น”

“ไม่รู้ว่าพี่เจ็ดที่ไม่โง่แล้วจะเป็นเช่นไรกัน…” พูดจบหมิงเฉิงก็ถึงกับดีดหน้าผากใส่หมิงเซียง “ใยเจ้าถึงพูดเช่นนั้นกัน ต่อไปอย่าพูดเช่นนี้อีก”

“โอ้ย!” พอถูกพี่ชายสั่งสอนหมิงเซียงยกมือกุมหัวไม่กล้าพูดอีก

ทางด้านฮูหยินสามที่หยุดร้องไห้แล้วก็ได้รับสารจากฮูหยินผู้เฒ่าว่านางจะเดินทางมาดูหมิงเวย จะให้ผู้อาวุโสเดินทางมาหาผู้เยาว์ได้อย่างไรกัน ทุกคนจึงรีบล้างหน้าล้างมือทำความสะอาด จัดการตนเองให้เรียบร้อยแล้วเดินทางไปพบฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกัน

……….

พอหมิงเวยก้าวเท้าเข้ามาในห้อง นางก็ถูกดันให้ไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงชราคนหนึ่ง นางเงยหน้ามองอย่างละเอียด ฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้อายุหกสิบกว่าปีแล้ว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่แสนจะเรียบง่าย อีกทั้งท่าทางดูอ่อนโยน ใจดี ดูเป็นคนที่เรียบง่าย

“ท่านย่า..” หมิงเวยย่อกายทำความเคารพ “ช่วงนี้หลานไม่สบาย ทำให้ท่านย่าเป็นห่วง” ฮูหยินผู้เฒ่าพอเห็นท่าทางของหมิงเวยเช่นนี้ นางก็ร้องไห้พูดคำว่าดีแล้วไม่หยุด

พอนางร้องไห้ทุกคนในที่นี้ก็ร้องไห้ตาม หมิงเซียงและหมิงฮ่าวพอเข้าใจเหตุการณ์จึงแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตาตามไปด้วย ตรงข้ามกับหมิงเวยที่ไม่มีน้ำตาสักหยด นางจึงดูไม่เข้าพวก แต่ก็ไม่มีผู้ใดตำหนินาง อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ นางยังคงสับสน และยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก

ทั้งห้องต่างร้องไห้ด้วยความดีใจที่นางดีขึ้น และทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น “โอ้ยเกิดอันใดขึ้นกัน ร้องไห้เช่นนี้ มีผู้ใดเป็นอันใดงั้นหรือ”

เมื่อเห็นชายที่เลิกม่านขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าที่ร้องไห้อยู่นานก็โกรธจึงคว้าผลไม้จากถาดผลไม้แล้วเขวี้ยงใส่เขา “เจ้าพูดจาไร้สาระอันใดกัน แม่ของเจ้าอายุปูนนี้แล้ว เจ้ายังอ้าปากพูดเช่นนี้อีกรึ!”

ชายที่ก้าวเข้ามาอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับนายท่านสี่ แต่นิสัยของพวกเขาค่อนข้างแตกต่างกัน นายท่านสี่เป็นหนุ่มรูปงามที่ดูสุภาพเรียบร้อย ส่วนเขาคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ดูไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย

ชายคนนั้นลูบหัวที่ถูกผลไม้เขวี้ยงใส่แล้วหัวเราะ “แล้วไม่ดีสำหรับท่านหรือ ดูจากอารมณ์ของท่านแล้ว ไม่มีปัญหาเลยหากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักยี่สิบสามสิบปี ไม่แน่ข้าอาจไปนอนในโลงแล้วก็ได้ ส่วนท่านก็มีอายุยืนยาวไงล่ะขอรับ”

เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าโกรธจนหน้าเขียวแล้ว หญิงสาวที่เข้ามาพร้อมเขาก็รีบพูด “ท่านพี่! พูดน้อยๆ เถิดเจ้าค่ะ” แล้วหันไปขอโทษฮูหยินผู้เฒ่า “โปรดท่านแม่อย่าถือสาเลยนะเจ้าคะ วันนี้ท่านพี่ดื่มเยอะไปหน่อย…”

“ดื่มไม่ได้ก็เพลาลงสิ!” ฮูหยินผู้เฒ่าใจเย็นลงอยู่ครู่หนึ่งแล้วชี้ไปทางหญิงสาวคนนั้น “เจ้าก็ดูแลเขาหน่อย! โตเพียงนี้แล้ว ทำตัวเช่นนี้ใช้ได้หรือ!”

หญิงสาวทำหน้าลำบากใจ “ท่านแม่ นิสัยท่านพี่เป็นอย่างไรท่านแม่ก็ทราบดี ข้าจะไปคุมเขาได้อย่างไร…” พอเห็นว่าไม่เป็นไปอย่างที่คิดฮูหยินผู้เฒ่าก็กลับมารู้สึกโกรธอีกครั้งจนฮูหยินสองต้องรีบเข้ามาช่วยพูด

“เอาล่ะๆ เรื่องของพวกเจ้าค่อยว่ากันทีหลัง ท่านแม่ เสี่ยวชีเพิ่งจะหายดี อย่าทำให้นางตกใจเลยเจ้าค่ะ”

พอได้รับการเตือนฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้สติรีบดึงหมิงเวยมาถาม “เสี่ยวชีตกใจหรือ เจ้าไม่ต้องกลัวไป คนที่ย่าต่อว่าเป็นท่านอาหกที่ไม่เอาถ่านของหลาน ไม่เกี่ยวอันใดกับหลานเลย”

หมิงเวยส่ายหน้า “หลานไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านย่าอย่าได้กังวลเลย”

ฮูหยินผู้เฒ่ากอดนางด้วยความรัก “เสี่ยวชีเป็นเด็กดีจริงๆ”

นายท่านหกรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยิน “เสี่ยวชี…หายดีแล้วหรือ”

ฮูหยินผู้เฒ่ามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเพิ่งรู้หรือ! ช่างเถอะ เอาเหล้าเหลืองรดตัวแล้วกลับไปซะ อย่ามาทำตัวเกะกะที่นี่”

นายท่านหกหัวเราะ “ท่านแม่พูดอันใดกัน อย่างไรข้าก็เป็นอาของเสี่ยวชี นางหายแล้วล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดี ควรเฉลิมฉลอง พี่สะใภ้สามท่านคิดว่าอย่างไร”

 ฮูหยินสามก้มหน้าลง “ขอบคุณน้องหกมาก เรื่องนี้คงให้ท่านแม่เป็นผู้ตัดสินใจ”

นายท่านหกยกมือแตะคาง “พี่สะใภ้สามเกรงใจเกินไปแล้ว ในความเห็นของข้า นานแล้วที่ครอบครัวของเราไม่จัดงานเลี้ยงทำไม…โอ้ะ!”

ผลไม้อีกลูกถูกโยนเข้าใส่ ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วยอารมณ์โกรธ “เสี่ยวชีหายแล้ว อาอย่างเจ้ายังคิดได้เพียงแต่จะหาโอกาสดื่มเหล้า ยังไม่รีบออกไปอีก อย่ามาเกะกะที่นี่!”

“เอาล่ะๆๆ” นายท่านหกยกมือ ”ลูกจะออกไปเอง ท่านแม่อย่าได้โกรธนักเลย โกรธจนจะขึ้นหัวลูกได้อยู่แล้ว”

“ไปซะ!” นายท่านหกทำปากยื่นแล้วหมุนตัวเดินจากไป

“ท่านพี่!” ฮูหยินหกไม่รู้จะทำอย่างไรไปชั่วขณะ

ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว “เจ้ามัวทำอะไรอยู่ ที่นี่ไม่ต้องการเจ้าแล้วไปดูแลเขาซะ!”

…………………………………

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด