กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ – บทที่ 161 มิได้มีระดับความรู้ทั่วไป

อ่านนิยายจีนเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ ตอนที่ 161 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

 “ท่านชมเกินไปแล้ว” กู่จิงเกาๆ ศีรษะอย่างถ่อมตัวทว่ามีความภาคภูมิใจที่ได้รับคำยกย่องปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว

จี้ฮ่วนที่สีหน้าบึ้งตึงตลอดหลายวันมานี้อดมิได้ที่จะพ่นหัวเราะออกมา หากคนเรามีความเรียบง่ายเทียบเท่ากู่จิงได้  ชีวิตจะต้องมีความสุขมากอย่างแน่นอน

“ท่านขอรับ มีข่าวส่งมาจากข้างหลัง” กู่หานนำสารลับที่เพิ่งได้รับส่งให้ซ่งชูอี

สารลับถูกสอดอยู่ในกระบอกไผ่ ซ่งชูอีเปิดฝาออก หยิบกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งออกมา เนื้อหาภายในตรงกับการคาดการณ์ของซ่งชูอีแปดถึงเก้าส่วน กองทัพของรัฐฉู่กดดันชายแดนภายใต้หน้ากากของการฝึกทหาร ด้วยความขัดแย้งภายในที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปาสู่ พวกเขายังปกปิดการสอดแนมเส้นทางของรัฐปาน้อยลงทุกทีและมีความเคลื่อนไหวบุกรุกที่ชัดเจน

ซ่งชูอีถือสารลับไว้ในมือ ในใจรู้สึกว่า คราวนี้ปาสู่คงไม่ทำสงครามกันเป็นแน่! แม้ว่าปาสู่จะทนทุกข์ระหว่างความเป็นและความตายอยู่เสมอ ทว่าขอเพียงได้เข้ารัฐปา จากนั้นการบุกเข้ารัฐฉู่ก็ง่ายขึ้นหลายเท่า ส่วนรัฐสู่เองก็ไม่มีทางเอาโชคชะตาของบ้านเมืองมาล้อเล่น นับประสาอะไรกับการปล่อยสิงโตตัวหนึ่งเข้าไปสังหารรัฐปา

“มีข่าวจากทางรัฐฉินบ้างหรือไม่?” ซ่งชูอีถามกู่หาน

“ไม่มีขอรับ แต่สามารถคาดเดาได้ว่าเหล่าตระกูลเกาแก่ไม่เห็นด้วยเรื่องการสมรสของฉินเว่ย” กู่หานกล่าว

ซ่งชูอียิ้มน้อยๆ ไม่เห็นด้วยงั้นหรือ? นางยังจำได้ว่าชาติที่แล้วผู้ที่มาเยือนในฐานะราชทูตของรัฐเว่ยก็คือฮุ่ยซือ ทุกคนไม่ใคร่เข้าใจความสามารถและนิสัยใจคอของเขาเท่าไรนัก ทว่านางรู้ว่าฝีปากของบุคคลผู้นี้สู้จางอี๋ไม่ได้ แต่สติปัญญาและความรู้อื่นๆ ก็ยังน่าประทับใจ

สำนักหมิงเป็นฝ่ายวิชาการผู้เชี่ยวชาญในด้านความสัมพันธ์ระหว่าง “ชื่อและความเป็นจริง” มีการโต้แย้งตามทฤษฎีตามความชอบและชำนาญในด้านการสังเกตและการวิเคราะห์เป็นที่สุด

หากฮุ่ยซือคิดว่าการปรองดองของฉินเว่ยไม่มีทางเป็นไปได้ ก็คงไม่มีทางวิ่งมารับความอับอายโดยเปล่าเป็นแน่ สำหรับเขาแล้ว หากมีความเป็นไปได้สองส่วน ครั้นตกถึงมือเขาก็มีความเป็นไปได้เต็มสิบแล้ว เขามีความมั่นใจในตัวเองและมีความสามารถนี้เช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ละทิ้งความรู้ที่มีในชาติก่อนทั้งหมด แล้วให้ซ่งชูอีวิเคราะห์เรื่องการปรองดองระหว่างฉินเว่ยโดยตรง ก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อย่างน้อยหกส่วนแล้ว

ตราบใดที่รัฐฉินไม่ทำสงครามเป็นเวลาปีหรือสองปี ซ่งชูอีเชื่อมั่นว่าจะสามารถยึดครองปาสู่ได้ ฉะนั้นหากอิ๋งซื่ออภิเษกสมรสกับองค์หญิงได้จะดีที่สุด

เวลาพักผ่อนในตอนกลางคืน ซ่งชูอีได้เขียนจดหมายม้วนหนึ่งแล้วสั่งให้คนนำกลับไปยังรัฐฉิน

ในม้วนจดหมายได้อ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและเขียนด้วยความคลุมเครือ ทว่าหากทิ้งเสื้อคลุมตัวนอกนี้ออกไป ความหมายในเนื้อหาที่ตรงที่สุดก็คือ ‘ต้าฉินมีแม่น้ำและภูเขาอันสง่างาม เหตุใดจึงประดับด้วยสตรีนางหนึ่งมิได้? บรรดาจูโหวต่างแย่งชิงพระธิดาแห่งโจวเทียนจื่อทว่าความอ่อนแอของราชวงศ์โจวกลับมิเคยลดลงเลย เพราะเหตุใด? ผลประโยชน์เยี่ยงไรเล่า! ตอนศึกชิงอำนาจใครยังคงระลึกถึงพันธมิตร “นิรันดร์กาล” อยู่บ้าง?”’

ไม่ว่าเยี่ยงไรก็เป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง ในโลกแห่งสงคราม อรรถประโยชน์ของการแต่งงานเพื่อปรองดองก็ลดลงด้วย ไม่ได้เป็น “ความสัมพันธ์อันดีระหว่างฉินและจิ้น” เหมือนเดิมอีกต่อไป

การเมืองในยุคของจั้นกั๋ว ต้องละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีคุณธรรมและศีลธรรมออกไป นี่เป็นยุคที่สนับสนุนการฉ้อโกง! หากผู้ใดรับความจริงนี้มิได้ก็จะต้องถูกกำจัด

ปาสู่ในยามราตรีนั้นมีเมฆหมอกหนาทึบ แสงจันทร์สาดส่องผ่านเมฆหมอกราวกับดินแดนแห่งสวรรค์

ซ่งชูอีคุลมด้วยเสื้อคุลมตัวใหญ่ยืนชมทิวทัศน์อยู่ในลาน มือดาบสิบกว่านายยืนถือดาบอยู่รอบลาน

ภายในลานมีต้นชบาสองสามต้น ดอกไม้สีแดงเพลิงเต็มต้น บางดอกบานจนร่วงโรย บางดอกกำลังบานสะพรั่ง บางดอกเพิ่งจะแตกหน่อออกมาจากต้น กลิ่นหอมจางๆ ลอยคละคลุ้มกับสายหมอกในอากาศ ยามสายลมพัดเอื่อยกิ่งก้านดอกไม้ก็สั่นไหวเบาๆ กลีบดอกชบาที่ร่วงหล่นนั้นเปื้อนละอองน้ำไร้ความเบาหวิวอีกต่อไป ครั้นตกลงพื้นจึงมีเสียงดังเล็กน้อย

จี๋อวี่ยืนอยู่ตรงทางเดิน เมื่อเห็นว่าซ่งชูอียังคงอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับเขยื้อนก็รู้ว่านางกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง จึงมิได้ออกไปรบกวน

“อวี่ เจ้าดูดาวดวงนั้น…”

ซ่งชูอีพูดไปเพียงครึ่งหนึ่ง ก็ถูกจี๋อวี่ตัดบททันควัน “ท่านระวัง!”

พูดพลางก็ทำตามที่กล่าว การตอบสนองของมือดาบรอบกายก็ว่องไวยิ่ง ล้อมวงเข้ามาในพริบตา

ชิ้ง! จี๋อวี่วาดดาบ ตัดอาวุธลับที่พุ่งเข้ามาเป็นสองท่อน

ในขณะที่มือดาบกำลังระวังภัยจากรอบด้านอยู่นี้เอง ก็มีไม่กี่คนเดินออกมาจากสายหมอกนอกรั้ว จากนั้นบุรุษในเสื้อคลุมสีน้ำตาลแดงอ่อนก็ค่อยๆ ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน ภายใต้หมอกจางๆ บวกกับแสงจันทร์และแสงไฟจากในลาน สามารถเห็นได้ชัดว่าคนคนนั้นสวมเครื่องแต่งกายสีอ่อน โครงสร้างของร่างกายดีเลิศ ขายาวเรียว เอวบางไหล่กว้าง นัยน์ตาใสกระจ่างเช่นเดียวกับแสงแดดในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิและต้นฤดูร้อนที่สดใสทว่าไม่ร้อนแรง

หมิ่นฉือ! เขาอยู่ที่รัฐเว่ยมิใช่หรือ? มาที่ปาสู่ด้วยเป้าหมายใดกัน? คิ้วของซ่งชูอีขมวดกันเล็กน้อย แต่ก็คลายลงแทบจะทันที

บัดนี้เหล่ามือดาบเตรียมพร้อมสังหารได้ทุกเมื่อ เพียงรอคำสั่งจากซ่งชูอีเท่านั้น

ซ่งชูอีโบกมือเล็กน้อย ทว่าเป็นการห้ามปรามพวกเขา

“ไม่เจอกันตั้งนาน สหายเก่าสบายดีหรือ?” หมิ่นฉือยิ้มให้ซ่งชูอี เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด บวกกันสีทึบที่ไม่หนาไม่บางมากทำให้ดูสะอาดเป็นอย่างยิ่ง

“ท่านหมิ่น” มุมปากซ่งชูอียกขึ้นเล็กน้อย ตอบว่า “ไม่มีคนแว้งกัด ย่อมสบายดีเป็นอย่างมากอยู่แล้ว”

“เพราะว่าข้าหัวร้อนเกินไป จื๋อห่วนขออภัยด้วย” หมิ่นฉือประสานมือคำนับ

ซ่งชูอีมิได้พูดอะไรมาก โบกๆ มือ เพิ่งจะหมุนตัวพลันได้ยินหมิ่นฉือกล่าว “ได้เจอโดยไม่คาดคิด เรามาเล่นหมากที่ค้างคาคราวก่อนให้จบดีหรือไม่?”

“ในเมื่อท่านหมิ่นสนใจ ไฉนเลยข้าน้อยจะไม่ตอบสนอง?” ซ่งชูอีหมุนตัวพูดจบก็เอ่ยสั่ง “นำกระดานมา”

บัณฑิตสามารถวางความแค้นและศัตรูลงเพื่อให้แผนการลุล่วง อีกทั้งยังสามารถพูดคุยละหัวเราะกันอย่างอิสระ ทว่ากลับทนไม่ได้หากจะเกิดความรู้สึกรักใคร่ขึ้นมาจริงๆ หลังจากพูดคุยครั้งนี้เสร็จแล้ว ผู้ที่ลืมนำสองสิ่งนี้กลับไปก็จะกลายเป็นผู้แพ้

หมิ่นฉือสั่งให้คนเฝ้าอยู่ด้านนอก พามือดาบเพียงคนเดียวเข้ามา

กระดานหมากและที่นั่งได้ถูกจัดวางใต้เฉลียงเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนนั่งลง ผู้เล่นแต่ละคนถือตัวหมากของตัวเอง และเริ่มเผชิญหน้ากันอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

ต้นชบาสีเขียวแดงเข้มในลานส่งเสียงสวบสาบ ไอหมอกลอยละล่อง ราวกับจะลอยขึ้นในขณะเดียวกันก็ราวจะร่วงหล่นอยู่ภายใต้แสงของตะเกียง

ในสายหมอก ซ่งชูอีผู้มีผิวพรรณละมุนดุจหยกสวมชุดแขนกว้างสีดำ ไร้ความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า ดวงตาที่หลุบลงซ่อนเร้นแผนการทุกรูปแบบไว้ภายใน ท่าทางสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง ส่วนบุรุษในชุดสีอ่อนตรงข้ามนางมีรอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากตลอดเวลา ดูสะอาดสดชื่นราวกับอากาศในหุบเขายามเช้าที่ไร้ซึ่งสิ่งเจือปนใดๆ

ทั้งสองคนเดินหมากกันอย่างผ่อนคลายและใจเย็นยิ่ง แต่เนื่องจากการ “ทักทาย” ที่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่งในตอนแรกทหารยามทั้งสองฝ่ายจึงไม่กล้าที่จะสายตาแม้แต่น้อย บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น

“หวยจิน มีคนเคยบอกท่านหรือไม่ว่าท่านเหมือนสตรี?” จู่ๆ หมิ่นฉือพูดขึ้น

ซ่งชูอีเกาๆ ต้นขา หาวทีหนึ่ง ส่ายศีรษะเอ่ย “ยังมิเคยพบคนที่ตาบอดเพียงนี้”

หมิ่นฉือยิ้ม วางหมากตัวหนึ่งลง “ท่านกำลังด่าข้ารึ?”

“อ๋อ? เหตุใดท่านหมิ่นฉือจึงมีความคิดเช่นนี้? ข้ายินดีที่จะรับฟัง” ซ่งชูอีมองกระดานหมาก หลังจากวางหมากตัวหนึ่งลงไปแล้วก็เงยหน้ามองเขาอย่างเฉยเมย

บางเรื่องยิ่งปกปิดยิ่งเด่นชัด ซ่งชูอีค่อนข้างสงบ มีรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่าในใจกลับคิดว่าหากเขามองข้อบกพร่องออกจริงๆ อีกประเดี๋ยวก็จะหาเหตุผลอะไรสักอย่างเพื่อส่งมือดาบออกไปฆ่าปิดปากเสีย

หมิ่นฉือสำรวจนางรอบหนึ่ง สายตาจับจ้องที่ใบหน้าของนาง หัวเราะเอ่ย “หากข้าบอกว่าหวยจินมีใบหน้าของสตรี หวยจินคงไม่โกรธกระมัง?”

ซ่งชูอีเผยมือเป็นสัญญาณให้เขาเดินหมากต่อ จากนั้นก็เอ่ยขึ้น “พวกเราสำนักเต๋ามิได้มีระดับความรู้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป”

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด