จักรพรรดิเทพสายฟ้า – ตอนที่38 ไอ้แมวเวร
ตอนที่38 ไอ้แมวเวร
เจ้าพยัคฆ์ขาวติดปีกยังไม่เชื่องก็มิแปลก นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบเจอเจ้าของใหม่
สุ้มเสียงแก่ชราดังขึ้นอีกครั้งกลางห้วงนภา ผู้อาวุโสกล่าวต่อว่า
“ตอนนี้เจ้าจำต้องมอบแกนอสูรที่ดีที่สุดให้มันเป็นอาหาร แล้วมันจะเชื่อง”
“ข้ามอบทั้งหินลมปราณและแกนอสูรให้กับเจ้ากุ้งแห้งหมดแล้ว”
เย่เจวี๋ยเหลือบมองไปในถุงเก็บหินลมปราณและแกนอสูรในมือเจ้ากุ้งแห้งเล็กน้อย
เจ้ากุ้งแห้งเห็นดังนั้นจึงรีบยื่นถุงดังกล่าวไปให้ทันที แต่กลับถูกเย่เจวี๋ยหยุดเอาไว้เสียก่อน พึงทราบ แกนอสูรที่ดีที่สุดนั้นหมายความว่ามีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้นมันมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกปรือของผู้ฝึกยุทธ์อาณาจักรนภาม่วง ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เจ่เจวี๋ยก็อยู่ที่อาณาจักรก่อกายาระดับเก้า ใกล้ถึงช่วงเวลาสำคัญหัวเลี้ยวหัวต่อ ยิ่งจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มโอกาสในการเลื่อนระดับชั้น เจ้ากุ้งแห้งพลางคิดกับตนเองว่า นายน้อยควรจะแบ่งส่วนเก็บให้สำหรับตัวเองบ้าง แต่ใครจะไปคิดว่านายน้อยจะมอบทั้งหมดเท่าทีมีแก่เขาแบบนี้?
“คุณชายอวิ๋ง พอมีบ้างไหม?”
เย่เจวี๋ยหันไปถามอวิ๋นชิงเหยา เป็นที่ชัดเจนว่าเขากำลังเอ่ยปากขอแกนอสูรที่ดีที่สุดอยู่
“เจ้าควรละอายใจเสียที่มาถามข้าเช่นนี้ เพราะสัตว์อสูรเถื่อนที่เจ้าล้อมาทำลายรถม้าของข้าไม่เหลือ ส่วนข้าก็ต้องเร่งหลบหนี คงมีเวลาหันไปเก็บของกระมัง?”
อวิ๋งชิงเหยากล่าวขึ้นพลางรู้สึกเศร้าครึ่งโกรธอีกครึ่งหนึ่ง
เย่เจวี๋ยเงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองสามพี่น้อง
“แล้วพวกเจ้าล่ะ?”
“พอมีอยู่บ้างขอรับ แต่ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นแกนอสูรระดับต่ำ”
สามพี่น้องเอ่ยกล่าวดังนั้นพลางหยิบแกนอสูรระดับต่ำออกมาสองสามชิ้นจากใต้อกเสื้อ จากนั้นก็ลองโยนไปให้พยัคฆ์ขาวติดปีกต่อหน้า
ทว่ากลับไม่คาดคิดกันสักคน พยัคฆ์ขาวติดปีกตัวนั้นกลับหยิ่งผยองจองหองกว่าที่คิดมาก มันสะบัดหน้าหนีอย่างไม่แยแสแม้สักนิด
สามพี่น้องเห็นดังนั้นถึงกับเดือดจัด คำรามด่ามันว่า
“ไอ้ลาโง่! เจ้ารู้หรือไม่ว่า กว่าที่พวกเราจะได้แกนอสูรระดับต่ำมาแต่ละชิ้นยากเย็นเพียงใด! พวกเราต้องบุกเข้าไปขโมยในตำหนักเรือนของพวกอาณาจักรนภาม่วง ปีหนึ่งหาได้แค่สองสามก้อน! บัดนี้พวกข้าประเคนมันถึงปากเจ้าแล้ว ไยยังปฏิเสธไม่เห็นค่าราวกับมูลสัตว์?”
แต่เจ้าพยัคฆ์ขาวติดปีกตนนี้ไม่แม้แต่เหลียวมองด้วยซ้ำ
อย่าลืมไปเสีย มันเป็นถึงสัตว์อสูรชนชั้นสูง อาหารแต่ละอย่างที่เข้าปากมันล้วนมีค่ายิ่งกว่าเพชรพลอย
สามพี่น้องล้วนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่มันทำปฏิกิริยาเช่นนี้
“ระดับต่ำเกินไป แปลกแล้วหากมันจะกิน โดยปกติมันจะกินแกนอสูรระดับชั้นเดียวกับสัตว์อสูรเถื่อนก่อนหน้าที่ไล่ล่าพวกเจ้า”
ผู้อาวุโสกล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย
เมื่อได้ยินแบบนั้น สามพี่น้องก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง ไม่น่าแปลกใจเลยว่ เหตุใดเจ้าพยัคฆ์ขาวติดปีกถึงได้หยิ่งผยองปานนี้ ปรากฏว่ามันเป็นสัตว์อสูรที่กินเฉพาะแกนอสูรที่ทรงพลังจริงๆเท่านั้น ทันใดนั้นพวกเขาทั้งสามพลันรู้สึกผิดที่แสดงอากัปกิริยาก่อนหน้าไปโดยพลัน
เป็นธรรมดาที่คนไม่รู้ย่อมทำเรื่องโง่ๆออกไป สามพี่น้องปิดปากเงียบ ค่อยๆก้มตัวลงไปเก็บแกนอสูรระดับต่ำเหล่านั้นตามพื้นด้วยความเสียดาย จะให้โยนทิ้งขว้างไปแบบนี้ก็กระไรอยู่
เย่เจวี๋ยไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว พอได้ยินสิ่งที่ผู้อาวุโสกล่าวไปแบบนั้นก็พลันถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ หันไปหาเจ้ากุ้งแห้งทันที
ส่วนทางเจ้ากุ้งแห้งย่อมทราบความหมายที่นายน้อยพยายามจะสื่อดี ดังนั้นจึงล้วงมือไปหยิบแกนอสูรที่ดีที่สุดในถุงออกมาและโยนไปตรงหน้าพยัคฆ์ขาวติดปีกตัวดังกล่าว มันค่อยๆเบนสายตากลับมามองบนพื้นและเดินเข้าไปดมฟุดฟิด ราวกับต้องการจะยืนยันว่าแกนอสูรเหล่านี้ไม่มีพิษ เนื่องด้วยแกนอสูรเหล่านี้มาจากพวกสัตว์อสูรระดับชั้นเทียบเท่าอาณาจักรนภาม่วงขั้นสุดของมนุษย์ กลิ่นอายที่ตกค้างอยู่จึงทรงพลังอย่างยิ่ง
และดูเหมือนว่าพยัคฆ์ขาวติเปีกตนนี้ดูจะถูกใจ มันเบนหน้าหันไปหาทางเย่เจวี๋ยและพรรคพวกพร้อมพยักหน้าให้ดูเชื่องขึ้นมาในทันใด
พวกเขาที่เห็นแบบนั้นไม่มีลังเลอีกต่อไป กระโดดขึ้นหลังของพยัคฆ์ขาวติดปีกโดยไว
“โอ้? เชื่องเสียที ดีแล้ว ดีแล้ว ฮ่าฮ่าๆ…”
น้ำเสียงของผู้อาวุโสคนนี้ดูผ่อนคลายลงอย่างมาก ดูท่าเขาเองก็จะมีความสุขเช่นกันที่ทุกอย่างออกมาลงตัวเช่นนี้
ทั้งหมดกระโดดขึ้นหลังของพยัคฆ์ขาวติดปีกยกเว้นเจ้ากุ้งแห้ง แต่หลังจากนั้นพักใหญ่ พยัคฆ์ขาวติดปีกตนนั้นยังคงแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“เจ้าพยัคฆ์ขาว ออกเดินทางกันเถอะ”
เย่เจว็ยเอ่ยขึ้นมาเสียงหนึ่งดูท่าไม่ค่อยแน่ใจ
ทว่าพยัคฆ์ขาวติดปีกตนนี้ก็ไม่มีท่าว่าจะขยับไปไหน พอเย่เจวี๋ยก้มไปมองมันยกลับพบว่า พยัคฆ์ขาวติดปีกตนนี้กำลังจ้องถึงหินลมปราณและแกนอสูรในมือของเจ้ากุ้งแห้งตาเป็นมัน ราวกับอยากกินให้หมดทั้งถุง
“เจ้าอ้วนนี่! ออกไปได้แล้ว!”
ในชั่วขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสตะคอกลงมาใส่เสียงดังสนั่น ปราณธารแสงสีแดงเลือดพวยพุ่งออกมาจากภายในถ้ำเข้าขู่พยัคฆ์ขาวติดปีกตนนั้นทันที พอมันเห็นดังนั้นก็สะดุ้งโหย่งรีบสยายปีกบินจากไปทันที…
หลังจากเหาะขึ้นกลางเวหา ร่างของพยัคฆ์ขาวติดปีกก็ยืดออกเล็กน้อย ปีกคู่นั้นของมันคลุมเคลือบไปด้วยพลังลมปราณฟ้าดินขุมใหญ่ ราวกับมีหน้าที่ช่วยพยุงปีกอีกชั้นหนึ่ง
ฟุบ!
พยัคฆ์ขาวติดปีกกระพือปีกหนี่งครั้ง เสี้ยวพริบตามันได้นำพาพวกเย่เจวี๋ยทะยานไกลออกไปกว่าร้อยลี้! เสียงสายลมเสียดสีผ่านใบหูดังกระหึ่ม เพียงไม่นานพอย้อนมองกลับไปก็พบว่าหุบเขาก่อนหน้ากลายมาเป็นจุดดำเล็กๆไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม….หวังว่าเจ้ากุ้งแห้งที่อยู่กับผู้อาวุโสจะปลอดภัยดี
พยัคฆ์ขาวติดปีกพาพวกเขารีบทยายไปที่สถานศึกษาเสินซีในเมืองหลวงเสินเฉิงบนทวีปตะวันออก ซึ่งเมืองเสินเฉิงที่ว่าเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในทวีปตะวันออกแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทพเซียน ความเจริญรุ่งเรืองและสถาปัตยกรรมโดดเด่นกว่าใครๆ มีผู้แกร่งกล้ามากมายดุจเมฆาทั่วแผ่นฟ้า
“ต่อไปเราต้องให้แกนอสูรที่ดีที่สุดให้มันทุกวัน สันนิษฐานได้เลยว่า ไอ้อ้วนตัวนี้กินแค่แกนอสูรระดับสูงและระดับสูงสุดขึ้นไป นายน้อย แล้วท่านจะเลี้ยงสัตว์อสูรหัวสูงแบบนี้ไหวจริงรึ?”
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะมาถึงทวีปตะวันออกแล้ว แต่ยังคงห่างไกลนักกว่าจะถึงเมืองเสินเฉิง ระหว่างทางช่างน่าเบื่อยิ่งนัก หยินต้าซงจึงเอ่ยถามนายน้อยของตนขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ดูเหมือนว่าเราคงต้องหาวิธีหาแกนอสูรพวกนั้นมาในภายหลัง ถ้าจนปัญญาจริงๆก็จับมันมาย่างกินเสีย ฮ่าฮ่าๆ”
หยินเอ๋อร์ซงและหยินซานซงกล่ามวติดตลกขึ้นเสริม
“หากข้าไม่สามารถเลี้ยงมันไว้ เช่นนั้นโยนมันทิ้งตอนนี้เลยดีหรือไม่?”
เย่เจวี๋ยปริปากกล่าวน้ำเสียงแผ่วเบา
“อย่า อย่า อย่านายน้อย พวกเราล้อเล่นเท่านั้น อย่าเพิ่งจริงจังไปสิท่าน”
…………
เย่เจวี๋ยและพรรคพวกสนทนากันต่อเล็กน้อยบนแผ่นหลังของพยัคฆ์ขาวติดปีก เวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะนี้พวกเขายังคงมุ่งกหน้าไปที่สถานศึกษาเสินซี และแล้วครึ่งวันก็ผ่านพ้นไปในพริบตา
ตลอดทางต่อจากนั้นเงียบสงัดไม่มีใครเอ่ยกล่าวอันใดอีกต่อไป ทว่าก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งทำลายบรรยากาศอันเงียบงันลงนั้นคือเสียงท้องร้องของอวิ๋นชิงเหยา เย่เจวี๋ยและสามพี่น้องถึงกับเหลียวมองเป็นตาเดียว ทำให้อวิ๋นชิงเหยารู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย
เย่เจวี๋ยชำเลืองมองด้านล่าง ปรากฏเป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่ทอแสงเป็นประกายอยู่ระยิบระยับใต้ล่าง ตอนนี้พวกเขากำลังข้ามทะเลใหญ่คงไม่สามารถลงจอดได้ในเวลานี้จนถึงอีกสักพักใหญ่
“คุณชายอวิ๋น ยามนี้พวกเรากำลังข้ามมหาสมุทรอยู่ คงลงพักระหว่างทางไม่ได้ เช่นนี้เสียแล้วกัน กินเจ้านี่รองท้องไปก่อน”
เย่เจวี๋ยหยิบขนมปังให้ชิ้นหนึ่งจากแขนเสื้อ และยื่นให้แก่อวิ๋นชิงเหยา
“ไม่ ข้าไม่หิว”
อวิ๋นชิงเหยาปฏิเสธเสียงเรียบ
ลึกๆแล้วนางก็ยังแค้นอยู่ที่เย่เจวี๋ยทำให้คนที่นางพามาทั้งหมดต้องตาย ดังนั้นจะไปรับของจากอีกฝ่ายได้อย่างไร?
เย่เจวี๋ยเพียงอุทานคำหนึ่งดัง‘โอ้’จากนั้นก็ส่งขนมปังชิ้นนั้นเข้าปากตัวเองโดยตรง และกินอย่างเอร็ดอร่อยต่อหน้าอวิ๋นชิงเหยา
นางถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง ไม่คิดเลยว่า เย่เจวี๋ยจะปั่นประสาทนางถึงขนาดนี้ หลังจากเย่เจวี๋ยกลืนลงท้องไปก็หยิบขนมปังอีกชิ้นมากินต่อ
“นายน้อย ท่านยังมีขนมปังเหลืออีกหรือไม่?”
ในเวลาเดียวกับ สามพี่น้องที่เห็นดังนั้นถึงกับน้ำลายสอ เห็นนายน้อยกินยั่วต่อหน้าก็เกิดหิวขึ้นมาตามๆกัน ส่วนอาหารแห้งที่เตรียมไว้ก่อนหน้าก็โดนพวกสัตว์อสูรเถื่อนเหล่านั้นทำลายเละไม่เหลือ
“แน่นอน”
เย่เจวี๋ยหยิบขนมปังมาให้สามพี่น้องแจกจ่ายกันคนละชิ้น ซึ่งทั้งสามก็ไม่มีเกรงอกเกรงใจใดๆ ยัดขนมปังทั้งชิ้นเข้าปากทันที พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นโจรป่าเก่าไม่มีมารยาทบนโต๊ะอาหารอะไรเทือกนั้นอยู่แล้ว ในเวลานี้เองทุกคนต่างชื่นชมรสชาติของขนมปังเหล่านี้ เพราะว่าเจ้ากุ้งแห้งเป็นคนทำ
อวิ๋นชิงเหยาเบือนหน้าหนีไม่มีแม้แต่เหลียวมองขนมปังเหล่านั้น
“ครืด…”
ทว่าร่างกายของอวิ๋งชิงเหยากลับไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย ท้องน้อยของนางร้องเสียงดัง นางหนีหันหน้ากลับมาขมวดคิ้วแน่นราวกับน้อยใจ ใบหน้าน้อยๆของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
“เอานี่”
เย่เจวี๋ยยิ่นขนมปังในมือให้นางอีดกครั้งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดูอบอุ่น ราวกับเขาทราบดีว่าผู้หญิงนางนี้กำลังหิวมากจริงๆ หากไม่กินอาจหมดสติลงได้
อวิ๋นชิงเหยาลังเลเล็กน้อยจับจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย หากปฏิเสธครั้งนี้ไปอาจไม่เหลือถึงท้องนางเป็นแน่
“กินก็ได้”
ในท้ายที่สุดอวิ๋งชิงเหยาก็ยอมรับขนมปังชิ้นนั้นมาก่อน มือของทั้งสองสัมผัสกันเล็กน้อย อวิ๋นชิงเหยายิ่งหน้าแดงก่ำเข้าไปใหญ่และรีบชักมือพร้อมขนมปังออกมาทันที
มุมปากของเย่เจวี๋ยพลันกระตุกขึ้นเล็กน้อย หญิงนางนี้ช่างน่ารักน่าชังราวกับฉิงเยวี่ยแรกพบในวันวาน ในชีวิตก่อนหน้านางเป็นคนเดียวที่ทำให้เขาเปิดใจรักใครสักคน เดิมทีพวกเขาทั้งคู่ต่างรักกันมาก ทว่าตอนนี้….
เมื่อรับรู้ได้ถึงสีหน้าการแสดงออกของเย่เจวี๋ยที่แปรเปลี่ยนไปฉับพลันดังนั้น อวิ๋นชิงเหยาก็ถึงกับสงสัยขึ้นมาทันใด ปริปากคล้ายว่าจะเอ่ยถามอะไรบางอย่าง ทว่าท้ายสุดกลับไม่พูดอะไรออกมา
…..
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ พวกเขาก็ข้ามผ่านมหาสมุทรมาเรียบร้อยแล้ว เย่เจวี๋ยสะกิดเรียกเจ้าพยัคฆ์ขาวติดปีกให้หยุดพักก่อน ทว่ามันกลับแสร้งทำเป็นหูทวนลมและบินต่อไป หลังจากสะกิดเรียกอยู่หลายทีติดต่อกัน ทว่ามันก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ซึ่งนี่ทำให้สีหน้าของเย่เจวี๋ยมืดขรึมลงทันทีหลายส่วน
“ท่านผู้อาวุโสเคยกล่าวไว้ว่า จำต้องให้แกนอสูรที่ดีที่สุดเป็ฌนอาหาร มันถึงจะเชื่อง”
หยินต้าซงที่นึกขึ้นได้จึงกล่าวขึ้นมา
“แล้วตอนนี้เรามีที่ไหนล่ะ?”
“ชิบหาย…”
….
….
….
โชคยังดีที่การเดินทางสิ้นสุดลงภายในสองวันถัดมา พวกเขามาถึงเมืองหลวงเสินเฉินในสภาพอิดโรยยิ่ง หากยังต้องเดินทางต่ออีกสักวัน มีหวังพวกเขาอดอาหารตายคาหลังของเจ้าพยัคฆ์ขาวติดปีกตนนี้เป็นแน่
เมืองหลวงเสินเฉินเป็นเมืองที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะกวาดสายตาไปทางไหนก็พบเห็นแต่ฝูงชนเดินเรียงราย นับว่าเป็นเมืองหลวงที่มีความเจริญถึงขีดสุดอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำเมื่อมาถึงในเมืองคือ การหาโรงเตี้ยมดีๆเพื่อทานอาหาร แต่เพื่อมิให้ดึงดูดความสนใจของผู้คนเดินไป เย่เจวี๋ยจึงบังคับให้เจ้าพยัคฆ์ขาวติดปีกย่อขนาดลงให้เล็กเท่ากับลูกแมวน้อย ซึ่งเอาเข้าจริง พออะไรที่อาจทำให้ตัวมันมีปัญหาโดยไม่จำเป็น กลับเชื่องทำตามจนน่าหมั่นไส้
หลังจากที่ย่อขนาดลง ความดุร้ายดั่งสัตว์อสูรแกร่งกร้าวก่อนหน้าพลันหายวับไร้ร่องรอย เหลือแค่เพียงลูกแมวน้อยขนปุยสีขาว ดวงตากลมโตน่ารักดูไร้เดียงสาตรงข้ามกับสันดานโดยแท้
อวิ๋นชิงเหยาต้านทานต่อความนั่กของมันไม่ไหว จึงรีบไปอุ้มเข้าในอ้อมแขนทันที
ซึ่งไอ้พยัคฆ์ขาวติดปีกตัวนี้ก็กวนบาทาโดยแท้ พอสัมผัสได้ว่าอวิ๋นชิงเหยาเป็นผู้หญิงก็ดันยอมให้อุ้มโดยง่าย
“หลินไค เจ้าจะตั้งชื่อมันว่าอย่างไรดี?”
“ไอ้แมวเวร”
เย่เจวี๋ยสบถขึ้นมาคำหนึ่ง
“ไม่สิ!”
อวิ๋งชิงเหยาสวนคัดค้านกลับไปทันที ดวงตาใสบริสุทธ์คู่สวยของนางกรอกไปรอบหนึ่งก่อนกล่าวขึ้นน้ำเสียงร่าเริงขึ้นว่า
“อืมมันควรชื่อว่า…เจ้าเงี๊ยว”
“พรืดด…ฮ่าฮ่าๆๆ”
เย่เจวี๋ยถึงกับกลั้นขำไม่อยู่หัวเราะพรืดออกมา
“หัวเราะอะไรของเจ้า? ชื่อนี้ไม่ดีรึ? เจ้าเงี๊ยว”
อวิ๋นชิงเหยาก้มสายตามองเจ้าเงี๋ยว มองมันด้วยสายตาอันแสนอ่อนโยน
“เหมี๊ยว~”
เจ้าเงี๋ยวส่งเสียงร้องออดอ้อนพลางใช้หัวน้อยๆของทันถูไถในอ้อมแขนของอวิ๋นชิงเหยาอย่างอ่อนโยน ราวกับว่ามันชอบชื่อนี้
“เหอะ ไอ้แมวเวร…”
เย่เจวี๋ยไม่อยากจะเชื่อ เจ้านี่เป็นถึงพยัคฆ์ขาวหกปีกเก้าหาง ทั้งยังเป็นสัตว์อสูรที่สุดแสนหยิ่งยโส จองหองกับทุกคน
ส่วนทางด้านสามพี่น้องที่เห็นภาพฉากดังนี้ก็ถึงกับร้องอุทานภายในใจ
ไฉนคุณชายอวิ๋นผู้นี้ถึงดูคล้ายผู้หญิงอย่างยิ่ง
ซึ่งพวกเขาหารู้ไม่ว่าเลย แท้จริงแล้วอวิ๋นชิงเหยาคือสาวสวยนางหนึ่ง
คอมเม้นต์