แม่ครัวยอดเซียน – ตอนที่ 4 ไหว้อาจารย์

อ่านนิยายจีนเรื่อง แม่ครัวยอดเซียน ตอนที่ 4 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

“เป็นคุณสมบัติขั้นสูงสุด เกือบจะกลายเป็นร่างวิญญาณแล้ว ทั้งยังเป็นแกนวิญญาณเดี่ยวอีกต่างหาก เป็นแกนวิญญาณอัคคีที่แสนดุดันทรงพลัง” มีคนกล่าวชื่นชม

“หลิวหลี ข้าคือเทียนเย่า เจ้าหอโอสถ แกนวิญญาณของเจ้าเหมาะแก่การปรุงยา เจ้าจะเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของข้าได้หรือไม่” เทียนเย่า (เทพโอสถ) เจ้าหอโอสถเชื้อเชิญเป็นคนแรก

“หลิวหลี ข้าคือเทียนเซียนจื่อ เจ้าหอเซียน ในหอของข้ามีแต่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิง เจ้ามาอยู่กับข้าได้นะ เจ้าจะเป็นศิษย์ผู้สืบทอดลำดับแรกของข้าได้หรือไม่” เทียนเซียนจื่อ (เทพธิดาเซียน) กล่าว เป็นหญิงวัยกลางคนผู้งดงาม

“หลิวหลี ข้าเทียนเลี่ยนจื่อ เจ้าหออาวุธ แกนวิญญาณอัคคีของเจ้าเหมาะสมกับการหลอมสร้างอาวุธอย่างยิ่ง เจ้าจะเป็นศิษย์ในสำนักเราได้หรือไม่” เทียนเลี่ยนจื่อ (เทพแห่งอาวุธ) กล่าว

“หลิวหลี ข้าเทียนอวี้จื่อ เจ้าหอควบคุมสัตว์อสูร และเป็นกึ่งผู้บำเพ็ญกระบี่ สอนกระบี่ และควบคุมสัตว์อสูรให้เจ้าได้ เจ้าจะเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของข้าได้หรือไม่?”  เทียนอวี้จื่อ (เทพแห่งสัตว์อสูร) กล่าว

หลิวหลีงุนงงเล็กน้อย เหมือนนางเป็นสินค้ายอดนิยม  มองใบหน้าเหล่าอาจารย์ที่ก่อนนี้ยังทำหน้าเย่อหยิ่งราว ‘ข้าคือพระเจ้า’ แต่วินาทีต่อมาพวกเขากลายเป็นพนักงานขายดีเด่น ภาพที่นางเห็นออกจะประหลาดไปหน่อยคุณสมบัติของนางดีปานนั้นเชียวหรือ

“ทำนายผิดพลาดหรือเปล่าเจ้าคะ?” หลิวหลีเอ่ยขึ้นมาอย่างมึนงง

บรรดาอาจารย์ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ พลันชะงักนิ่งราวถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราวไว้ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของใครสักคนตามมา ทุกคนต่างกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ นังหนูคนนี้ช่างน่าสนใจนัก

“เจ้าชื่อหลิวหลีใช่หรือไม่ ข้าคือเสวียนอวี่ เจ้าสำนักเมฆาคล้อยคนปัจจุบัน การทดสอบคุณสมบัตินั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดมิอาจผิดพลาดได้ เมื่อครู่เหล่าเจ้าหอได้แนะนำถึงความเชี่ยวชาญของตนไปแล้ว ตัวเจ้าลองไตร่ตรองดูว่าอยากเข้าหอใด” เสวียนอวี่กล่าวอย่างอ่อนโยน ว่าก็ว่าเถอะ ตัวเขาอายุ 500 ปีแล้ว เป็นเจ้าสำนักที่สง่าผ่าเผยมายาวนาน นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้หัวเราะอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ ใจเบิกบานเพราะเด็กคนนี้ไม่น้อย คิดว่าบรรดาศิษย์น้องก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

หลิวหลีรู้สึกว้าวุ่นเล็กน้อย จุดประสงค์ของนางคือการปรุงอาหาร มิใช่การเป็นเซียน ทางที่ดีควรจะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการปรุงอาหารให้มากที่สุด หอควบคุมสัตว์อสูร คงจะมีสัตว์อสูรจำนวนมาก แปลว่าต้องมีเนื้อสัตว์มากมายเช่นกัน แต่หากเทียนอวี้จื่อรู้เป้าหมายของนาง ว่าอยากได้เนื้อสัตว์อสูรไว้ทำอาหาร เขาอาจจะจับนางโยนเป็นอาหารสัตว์อสูรได้ นางไม่คิดถึงหอเซียนเลยด้ยวซ้ำ เพราะสำนวนที่ว่า ยิ่งมีสตรีเยอะก็ยิ่งมากความ คนโง่แบบนางคงไม่เหมาะกับเหล่ากลุ่มดอกบัวขาวเช่นนั้นหรอก ส่วนโรงหลอมทำให้นางนึกถึงตอนเด็กๆที่ออกไปดูการตีเหล็กที่โรงตีเหล็ก ลองนึกภาพตนเองไปตีเหล็กในหัว ก็ไม่น่าจะไหว แต่ภาพที่คิดนั้นงดงามจนไม่กล้าจะมอง เหลือแค่หอโอสถและหอกระบี่สินะ

หลิวหลีมองหอโอสถและหอกระบี่ไปมา เมื่อคนที่เหลือเห็นก็เข้าใจทันทีว่านังหนูคนนี้คงจะเลือกสองหอนี้  แต่ทั้งสองหอนี้อยู่แตกต่างกันคนละเรื่อง เทียนหลิงจื่อใบหน้าเรียบเฉย แต่กำลังคิดคำนวณในใจ เห็นได้ชัดว่าคุณสมบัติของเด็กคนนี้เหนือกว่าศิษย์ด้านหลังเขาอย่างมาก แต่ตนรับศิษย์ไปแล้วหนึ่งคน ถ้าหากรับอัจฉริยะเข้ามาอีกคน ภาคหน้าคงจะโดนเขม่นเอาได้ แต่ต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ เทียนเย่ารู้สึกสังหรณ์แปลกๆ เจ้าเด็กคนนี้ต้องได้มาอยู่หอโอสถเป็นแน่  แต่ลางสังหรณ์นี่ค่อนข้างแปลก ในไม่ช้าเทียนเย่าก็ได้รู้ว่าแปลกตรงไหน

“อืม ธาตุอัคคี อายุหกปี ไม่เคยผ่านการฝึกฝนมาก่อน ไม่นึกเลยว่าข้าจะได้มาพบผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดีเช่นนี้ ช่างน่ายินดีนัก” มีเสียงดังลอยเข้ามา

“คารวะศิษย์พี่/ท่านอาจารย์อา” เสวียนอวี่ผู้เป็นเจ้าสำนักทำความเคารพคนตรงหน้าอย่างนอบน้อม รู้สึกสงสัยในใจ ปรมาจารย์ท่านนี้ออกฌานมาได้เช่นไร ตาก็ไม่ใคร่จะดีนัก

“ศิษย์พี่เสวียนหั่ว ท่านออกจากการเข้าฌานแล้วหรือขอรับ” เสวียนอวี่ในฐานะศิษย์คนสุดท้องของรุ่นเสวียน เรียกได้ว่าศิษย์พี่ทั้งหลายดูแลเขามาจนเติบใหญ่ เขาจึงนับถือศิษย์พี่อย่างถึงที่สุด เมื่อได้มาเป็นเจ้าสำนัก เจ้าสำนักรุ่นก่อนตื้นตันใจว่าในที่สุดในรุ่นเสวียนก็มีคนมีความรับผิดชอบมาดูแลสำนักเสียที ซึ่งเสวียนอวี่ก็ทำมันได้เป็นอย่างดี

“เสี่ยวอวี่เอ๋อร์เองหรือ ศิษย์พี่บรรลุแล้วน่ะสิจึงออกฌาน เด็กสาวผู้นี้ก็คือคนที่ข้าสัมผัสได้ ข้าจะรับนางเป็นศิษย์ ข้าเอาตัวนางไปล่ะ” เสวียนหั่วพูดจบก็พาหลิวหลีออกจากห้องโถง

“หมายถึงพวกเราต้องมีศิษย์น้องเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนหรือ”

“ดูจากสถานการณ์ก็คงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อกลายเป็นศิษย์น้องแล้ว ข้ากลับไปที่หอโอสถก่อนแล้วกัน มียาที่ต้องเอาออกจากเตาพอดี” เทียนเย่าขอตัวก่อน ได้ศิษย์น้องเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง เขาอยากจะขอไปทำใจ

คนอื่นที่เหลือเริ่มทยอยออกไปทีละคน เสวียนอวี่มองไปเหล่าศิษย์น้องที่กำลังทยอยเดินออกไปอย่างเงียบๆ แต่ความจริงต้องเรียกศิษย์หลานจะถูกกว่า

ในฐานะทีเทียนหลิงจื่อเป็นเพียงคนเดียวที่ได้ผลประโยชน์ และได้ศิษย์เป็นคนแรกเดินทางกลับเป็นคนสุดท้าย เฮ้อ…สามารถแย่งชิ้นเนื้อมาได้ก็ไม่เลว หลิงเฟิงที่เป็นเพียงเนื้อชิ้นหนึ่งสับสนในใจ ตนเองประสาทสัมผัสดีใช้ได้เลย เด็กคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆด้วย

หลิวหลีที่ถูกพาตัวออกมา พอได้สตินางก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่ทิวทัศน์และสภาพแวดล้อมงดงาม

“นังหนู เจ้าชื่ออะไรหรือ?” เสวียนหั่วเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“หลี่หลิวหลีเจ้าค่ะ” หลิวหลีมองเสวียนหั่วที่แต่งกายเป็นชายแก่ ไม่ใช่ว่ายิ่งบำเพ็ญเพียรจะยิ่งเด็กลงหรอกหรือ แล้วเหตุใดคนตรงหน้าจึงแก่ชราเช่นนี้

“หลิวหลี ชื่อไพเราะนัก เจ้าจะยอมรับข้าเป็นอาจารย์เจ้าหรือไม่” เสวียนหั่วถาม

“ยอมรับท่านเป็นอาจารย์แล้วข้าจะได้เรียนรู้สิ่งใด” หลิวหลีถามกลับ

“นังหนู ปากดีทีเดียว ฟังให้ดีข้าเสวียนหั่วเป็น 1 ใน 3 ผู้ปรุงยาขั้น 9 ที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้” เสวียนหั่วพูดอย่างลิงโลด

“อ๋อ”

เสวียนหั่วเลิกคิ้วมองหลิวหลีที่มีท่าทีเฉยเมย เจ้าเด็กคนนี้ดูเหมือนจะไม่พอใจ

“หลิวหลี ข้าคือผู้ปรุงยาวิเศษขั้น 9 ” เสวียนหั่วกล่าวอีกครั้งอย่างหนักแน่น

“ผู้ปรุงยาวิเศษขั้น 9 นี่กินได้หรือไม่” หลิวหลีพูดพลางลูบท้อง ตนหิวจะตายแล้ว อยากเป็นอาจารย์ของนางจริงก็ควรจะพาลูกศิษย์ไปหาอะไรกินให้อิ่มท้องเสียก่อน อย่างไรตอนนี้ที่นี่ก็มีเขาแค่คนเดียว ตนเองไม่อาจเลือกได้อีกแล้ว ถ้ารู้แบบนี้เลือกผู้อาวุโสเทียนเย่าแต่แรกเสียยังดีกว่า เจริญหูเจริญตาด้วย

“เอามากินได้ไหมหรือ” เสวียนหั่วงุนงงเล็กน้อย ‘กินข้าว’ คำนี้เหมือนเขาจะเคยได้ยินเมื่อประมาณ 500 ปีแล้วนะ หรือไม่ก็น้องห้าในวัยทารกเคยพูดนะ แปลว่าลูกศิษย์ตนหิวหรือ ดูเหมือนเสวียนหั่วจะเริ่มเข้าใจ จึงนำขวดกระเบื้องขวดหนึ่งออกมาอย่างใจเย็น แล้วเทยาใส่มือ

หิวแล้วให้กินยาอย่างนั้นหรือ ตรรกะเพี้ยนไปแล้วหรืออย่างไร

หลิวหลีมองไปยังยาในมือ นี่เขาจะให้กินนี่แทนข้าวหรือนี่?

เมื่อเห็นศิษย์จ้องยาในมือตนเอง เสวียนหั่วก็ได้ใจ ศิษย์น้อยจะต้องไม่เคยเห็นยาระดับ 9 แน่ๆ หลิวหลีที่กลายเป็นศิษย์ของอีกฝ่ายไปแล้วนั้นไม่นิยมชมชอบยามากนัก ต่อให้ภายหน้านางกลายเป็นนักปรุงยานางก็ไม่เปลี่ยนแปลง

ว่าไม่น่าเลี้ยงยากเท่าไร นางเป็นคนเอาแต่ใจหรือไม่รู้ถึงคุณค่าของยาปี้กู่ตานกันแน่นะ

“ข้าอยากกินข้าว” หลิวหลีย้ำความต้องการของนางอีกครั้ง

เสวียนหั่วขมวดคิ้วมุ่น ศิษย์น้องในตอนนั้นไม่ได้เลี้ยงยากขนาดนี้เสียหน่อย หรือว่าเด็กผู้หญิงเลี้ยงยากกว่านะ หรือไม่รู้คุณค่าของยา

“ศิษย์ข้า นี่เป็นยาปี้กู่ตาน (ยาทิพย์) คุณภาพชั้นเลิศ กินเพียงเม็ดเดียวก็ไม่จำเป็นต้องกินอะไรไปครึ่งปี” เสวียนหั่วตัดสินใจอธิบายให้ศิษย์ผู้โง่เขลาของตน

หลิวหลีถึงกับตกตะลึงไป เจ้ายาลูกกลอนหกรสแค่นี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะสามารถทำให้ไม่ต้องกินข้าวไปตั้งครึ่งปี ข้าวอัดเม็ดย่อขนาดเหรอเนี่ย แค่ลองคิดว่าเอากองขนมมาอัดเป็นยาก้อนขนาดนี้ กินเข้าไปคงกระเพาะแตกแน่ หลิวหลีจึงต่อต้านตามสัญชาตญาณ

“ข้ายังไม่ได้ทำพิธีไหว้อาจารย์เลย” หลิวหลีพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรออก เสวียนหั่วเสกเก้าอี้มาหนึ่งตัว ชาร้อนหนึ่งถ้วย จากนั้นสะบัดมือเบาๆ จู่ๆหลิวหลีก็รู้สึกว่านางควบคุมร่างกายไม่ได้ เริ่มก้มหัวคำนับสามครั้ง จากนั้นจึงยื่นน้ำชาให้เสวียนหั่ว “ท่านอาจารย์โปรดดื่มน้ำชา” หลิวหลีอยากจะปิดปากอย่างไรก็ทำไม่ได้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหุ่นเชิด นี่ไม่ใช่ตัวของนาง นี่สินะคือพลัง

“ศิษย์เอ๋ย” เสวียนหั่วรับชาไปดื่ม มองข้ามวิธีการ แค่ผลลัพธ์ใช้ได้ก็พอแล้ว เขาโบกมือปลดหลิวหลีออกจากการควบคุม

“ฮือๆ” หลิวหลีร้องห่มร้องไห้ มายังโลกแปลกประหลาดเช่นนี้ นางก็ไม่ร้องไห้ ถูกดูถูกดูแคลนก็ไม่ร้องไห้ แต่ตอนนี้นางรู้สึกน้อยใจจริงๆ แม้จะเป็นเรื่องดีแต่มันก็น่าน้อยใจมากอยู่ดี

เสียงร้องห่มร้องไห้ของหลิวหลีเกือบทำให้เสวียนหั่วโยนแก้วชาในมือออกไป นี่ร้องไห้เพราะซาบซึ้งล่ะสิ ข้านี่รักศิษย์ได้ดีจริงๆ คนที่เข้าใจไปคนละทางมักจะเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอีกฝ่ายได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ศิษย์เอ๋ย ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ในสำนักข้า และเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของข้าที่มีแกนวิญญาณเดี่ยวอัคคี เจ้ามีข้อได้เปรียบอันยอดเยี่ยม แต่เจ้าก็ต้องจดจำความสำคัญของการบำเพ็ญเพียรด้วย”

“ข้าคือรากวิญญาณเดี่ยวอัคคี 9 เต็ม 9 คุณสมบัติชั้นสูง” แม้จะหยุดร้องไห้แต่หลิวหลีก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

“คนกลุ่มนั้น…ข้าบอกพวกเขาไปตั้งนานแล้วว่าไอ้ของพรรค์นั้นมันไม่แม่นยำก็ไม่เชื่อ เจ้าคือร่างวิญญาณอัคคีก็จริง เพียงแต่ร่างวิญญาณของเจ้าค่อนข้างพิเศษ” เสวียนหั่วพูดขึ้นมาก็รู้สึกโกรธมาก บอกแล้วว่ามันไม่แม่นยำ ร่างวิญญาณเกือบถูกพวกเขาฝังกลบไปแล้วไหมล่ะ

“ร่างวิญญาณ” หลิวหลีรู้สึกสับสนเล็กน้อย

“ร่างวิญญาณ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความรักจากฟ้าดิน เพียงแต่เจ้าเป็นร่างเพลิง ดังนั้นลักษณะกายภาพก็คือหยางบริสุทธิ์” เสวียนหั่วพูดจบ ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนไปหมด คิดไม่ถึงว่านังหนูเป็นผู้หญิงแต่กลับเป็นร่างหยางบริสุทธิ์ หากในอนาคตนางจะหาคู่ครอง นางจะต้องหาคนที่มีกายเหมันต์จันทราหรือเก้าวารีเท่านั้น และต้องเป็นชาย ไม่เช่นนั้นร่างกายคู่ครองของนางจะต้องแหลกสลาย ลักษณะชายในกายของหญิงแบบนางพบได้น้อยนัก นังหนูผู้นี้อาจจะต้องโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่า เมื่อนึกถึงความผิดปกติเช่นนี้เขาจึงมองนางด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ

“กายธาตุไฟ กายหยางบริสุทธิ์” หลังจากหลิวหลีพูดซ้ำไปมา ใบหน้านางก็บึ้งตึงเล็กน้อย หมายความว่าแท้จริงแล้วนางควรเป็นชาย ในใจก็มีฝูงอัลปาก้าลอยขึ้นมาเป็นหมื่นๆตัว สวรรค์ต้องกลั่นแกล้งกันแน่ๆ หากยึดตามนิยายต่างๆที่อ่านมาแล้วหยินบริสุทธิ์ก็คือลักษณะของผู้หญิง นางจะต้องมีความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงหรือ คิดไปคิดมาหน้าตาก็ยิ่งบึ้งตึงไปทุกที นางทำไม่ได้หรอก แล้วใบหน้านางก็ฉายแววหมดอาลัยตายอยาก นี่สวรรค์กำลังล้อเล่นกับนางอยู่หรือ

“นังหนูหลิวหลี เจ้าอย่ากังวลใจไป ลักษณะทางกายของเจ้าย่อมมีทั้งข้อดีมากดข้อเสีย ข้อเสียคือเจ้าจะหาคู่ครองได้ยาก ตอนนี้ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวก็มีถมไป อีกอย่างนังหนูถ้าไม่มีคู่ครอง คุณสมบัติร่างกายแบบเจ้าเนี่ยบำเพ็ญเพียรไปก็ได้ผลกลับมาเป็นสองเท่าเลยเชียวนา” เหมือนเขาจะเห็นสีหน้าบูดเบี้ยวและหมดอาลัยตายอยกของลุกศิษย์ เสวียนหั่วจึงอธิบายอย่างเมตตา

หลิวหลีฟังคำอธิบายของเสวียนหั่วก็เข้าใจขึ้นมาบ้าง มันก็ใช่ เดินทางสายนี้ไม่จำเป็นต้องมีคู่ แค่ตนเองลำพังก็เพียงพอแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็สบายใจขึ้นไม่น้อย ทันทีที่สบายใจก็พลันนึกถึงขนมที่อัดย่อส่วนหลายร้อยกิโลไว้ในมือ และท้องที่ร้องโครกครากราวกับสายฟ้าฟาด หิวจะแย่

“ท่านอาจารย์ ข้าหิวแล้ว ข้าอยากกินอาหาร ข้าอยากกินข้าว กินผัก กินเนื้อ” หลิวหลีกลัวว่าอาจารย์ของนางจะไม่เข้าใจ จึงอธิบายอย่างละเอียด

เสวียนหั่วหัวหมุนจากอาการอยากกินข้าวของศิษย์ การบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องเร่งด่วน คิดไม่ถึงว่าศิษย์จะอยากกินข้าว กินเนื้อ เสียเวลาจริงๆ ทำอย่างไรล่ะเนี่ย เขาวางแผนจะให้ศิษย์กินยาปี้กู่ตัน (ยาทิพย์) แต่พอเห็นสภาพกัดปากร้องห่มร้องไห้ของศิษย์ กะอีแค่กินข้าวไม่ใช่หรือ ศิษย์ อยู่ในวัยกำลังโต ต้องกินข้าวดีๆ

“ศิษย์เอ๋ย เจ้ารออาจารย์อยู่ตรงนี้” เมื่อเอ่ยจบจึงแปลงเป็นควันสีครามลอยหายไป

มองพระอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าตรงเขาทางด้านทิศตะวันตก ภาพในยามค่ำคืนกำลังปรากฏขึ้น ลมหนาวพัดผ่านระลอก หลิวหลีเหม่อลอย อาจารย์ ท่านควรจะให้ลูกศิษย์ที่น่ารักของท่านไปยังเรือนไม้ไผ่เพื่อรอท่านไม่ดีกว่าหรือ ลมหนาวพัดมา ทำเอาหลิวหลีกระชับเสื้อผ้าของตนเองแน่น นางยืนรออาจารย์อยู่ที่เดิมอย่างน่าสงสารโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเมื่อใด อาจารย์ นางหิวจริงๆ นะ…อยากกินข้าว!

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด