Carefree Path of Dreams – ตอนที่ 104

อ่านนิยายจีนเรื่อง Carefree Path of Dreams ตอนที่ 104 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

Chapter 104: สกัด

“เมื่อก่อนข้าใช้แรงไปตั้งมากตามหาหยกเช่นนี้ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าจู่ ๆ มันก็ปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม!”

ในห้อง ฟางหยวนค่อย ๆ วางหยกชิ้นหนึ่งลงไป รู้สึกผ่อนคลาย

“สิ่งที่ข้าต้องการที่สุดก็ตกมาถึงมือข้าด้วยวิธีเช่นนี้…”

เขาส่ายหน้า มีความยินดีเล็ก ๆ ในใจ

ตามที่หวงฝูเหรินเหอพูด หลายปีก่อน เขาได้รับการปฏิบัติไม่ดีและอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างร้ายกาจ ไม่มีทางที่เขาจะทนรับได้ ฉวยโอกาสนั้น เขาหนีออกมาพร้อมกับหยกชิ้นนี้ ไปที่อี้ซานฝู

แต่ว่า ระดับพลังเวทย์ของเขาไม่ได้มากพอที่จะมองเข้าไปในหยกชิ้นนี้และรู้ความลับของมัน

แต่สำหรับฟางหยวน นี่เป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย

<<บันทึกของวิเศษ>>!

นี่เป็นชื่อของเนื้อหาที่สลักเอาไว้ในหยกชิ้นนี้ มันเป็นหนังสือระดับต้นสำหรับผู้ที่มีความสามารถจะเป็นจ้าวแห่งการเล่นแร่แปรธาตุ หนังสือนี้ไม่เพียงบันทึกลักษณะและผลของยา และยังมีวิธีการจัดการกับของวิเศษแต่ละชนิด วิธีพิเศษในการประเมินคุณค่าของของวิเศษ ที่จะช่วยให้จ้าวแห่งการเล่นแร่แปรธาตุระบุคุณภาพของของวิเศษ รวมถึงความเป็นพิษของมัน และอื่น ๆ

อย่างไรเสีย ก็มีของวิเศษแปลกประหลาดมากมายปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ และมันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะบันทึกของทุกชิ้นลงไป

“แน่นอนว่า ข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดย่อมเป็นคำอธิบายโดยจ้าวแห่งการเล่นแร่แปรธาตุเองแล้ว รวมทั้งวิธีการจัดการกับส่วนผสมวิเศษแต่ละชนิด… บันทึกนี้มีค่าแก่หวงฝูเหรินเหออย่างที่สุด!”

ฟางหยวนคิดตรองดูก่อนแล้วจึงตัดสินใจส่งต่อข้อมูลจากบันทึกของวิเศษนี้ให้แก่หวงฝูเหรินเหอ อย่างไรเสีย หยกชิ้นนี้ก็ได้มาจากเขา

“โชคไม่ดี เหรินเหอไม่รู้คุณค่าของของชิ้นนี้ ถ้าเขาส่งหยกชิ้นนี้ให้หลานรั่ว เด็กหญิงผู้นั้นย่อมเห็นความลับด้านใน และแน่นอนว่า… นั่นย่อมหมายความว่าหยกชิ้นนี้ย่อมจะไม่ตกมาถึงข้า!”

เขารู้สึกโชคดี และในเวลาเดียวกัน ก็เป็นห่วงอยู่เล้กน้อย

นักรบศักดิ์สิทธิ์ลึกลับหรืออาจจะศิษย์วิญญาณผู้ที่ต้องการลักพาตัวหลานรั่วนั้นยังเป็นปัญหาอยู่

แน่นอนว่า เขาจัดการถล่มพรรคสุนัขป่าไปแล้ว ย่อมยากที่นักรบศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นจะตามรอยเขามา

ส่วนเด็กหญิงผู้มีพรสวรรค์นั้น ฟางหยวนก็ยังไม่ปล่อยนางทิ้งไปเป็นแน่

“ข้าไม่สามารถส่งต่อการฝึกตนเป็นจ้าวแห่งฝันให้โดยง่าย แต่ว่าข้ายังมีวิชาสำหรับนักรบศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว…”

เมื่อคิดหลาย ๆ อย่างแล้ว เขาก็สงสัย “มันจะเป็นประโยชน์ต่อข้าที่จะฝึกลูกน้องที่มีความภักดีสักหลาย ๆ คน แน่นอนว่า หากเป็นไปได้ ข้าจะไม่ให้นางเรียนเคล็ดโลหิตเวทย์ เพียงแค่คิดก็ทำให้ข้ากลัวแล้ว…”

“เมื่อคิดดูแล้ว ในฐานะส่วนหนึ่งของคนในหุบเขาสันดดษ พวกเรามีทุกอย่างที่ต้องการ ถ้าข้าต้องการคน ข้าก็ย่อมได้คน ถ้าข้าต้องการวัตถุดิบวิญญาณ ข้าก็ได้มันมา ตอนนี้พวกเรามีหมอ นักปรุงยา ผู้ฝึกยุทธ์ และมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะนับได้ว่าเป็นกลุ่มกองที่มีอำนาจในเมืองชิงเย่ ถ้าข้าเป็นเจ้าสำนักกุยหลิง ต่อให้ข้ารู้เรื่องเกี่ยวกับหุบเขาสันโดษน้อยเพียงใด ข้าก็คงจะยังร้องขอความช่วยเหลือเมื่อถึงเวลาสงคราม…”

ฟางหยวนลูบคางแล้วก็หมดคำพูด

เขาอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างและดังนั้น มุมมองและความคิดของเขาในการมองสิ่งต่าง ๆ ก็ย่อมต่างออกไปมาก

ในเมื่อเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาสันโดษ เขาก็ไม่อยากจะเห็นสำนักกุยหลิงกรุยทางกลายเป็นกลุ่มอำนาจที่เกิดจากความเสียสละของผู้อื่น

“นายท่าน! พวกเขาอยู่ที่นี่แล้ว!”

ขณะที่ฟางหยวนกำลังคิดหนักอยู่นั้น จางเฉิงก็เรียกเขาจากด้านนอก

“ส่งพวกเขาไปที่ห้องโถงหลัก ข้าจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!”

ฟางหยวนเปิดประตูและเห็นจางเฉิงถือไม้กวาดอยู่

ภายใต้การดูแลของฟางหยวนและความช่วยเหลือจากของวิเศษหลายอย่าง จุดตันเถียงของจางเฉิงนั้นดีขึ้นแล้ว เขายังได้รับกำลังภายในกลับมาและได้กลับมาเป็นจอมยุทธ์ผู้เก่งกาจผู้หนึ่ง

ในห้องโถงหลักของหุบเขาสันโดษ

โจวเหวินอู่ อวี้ซินโหลว และหวงฝูเหรินเหอรออยู่ที่นั่น

หวงฝูเหรินเหอดูไม่กังวลและดื่มด่ำไปกับน้ำชาของตน อวี้ซินโหลวนั้นดูกังวลเล็กน้อยและโจวเหวินอู่นั้นอยู่ไม่สุขที่สุดแล้ว

“นายท่านมาแล้ว!?”

เมื่อเห็นฟางหยวนมาถึง ทั้งสามก็ลุกขึ้นกล่าวทักทาย

“อืม!”

ฟางหยวนพยักหน้ารับรู้ให้พวกเขา จากนั้นก็นั่งลงที่เก้าอี้ของตนและโบกมือ

เมื่อเห็น จางเฉิงก็ปิดประตูโถงหลักและยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก ด้วยความสามารถของเขา แม้แต่จอมยุทธ์ระดับ 4 ประตูสวรรค์ก็ไม่สามารถแอบลอบเข้ามาได้

“พวกเจ้าพูดได้แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับสำนักกุยหลิง?”

ฟางหยวนตรงเข้าเรื่องทันที

“ท่านคาดการณ์ไว้ถูกแล้ว สำนักกุยหลิงสั่งการลงมาให้เมืองชิงเย่อยู่ในระดับตื่นตัว จอมยุทธ์จากสำนักุยหลิงตอนนี้ถูกวางตัวไว้ทั่วทุกแห่ง และทุกตระกูลในมณฑลได้รับการคาดหวังว่าจะต้องให้ความร่วมมือในทุกทางที่สามารถทำได้!”

โจวเหวินอู่ยิ้มประหลาด

วิธีที่เขาพูดถึงสำนักกุยหลิงนั้นแสดงให้เห็นได้ว่าเขาไม่ชอบใจกับสำนักนัก

“โอ้? แล้วพวกเขาต้องการอะไรจากพวกเจ้าทั้งสามล่ะ?”

เมื่อเห็นเช่นนี้ ฟางหยวนก็สนใจขึ้นมา

“ทุกตระกูลใหญ่ในเมืองชิงเย่ต้องมอบ 100 ตำลึงทองและอาหารวิญญาณทั้งหมดที่มีออกไป ทุกตระกูลยังต้องมอบจอมยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุดให้ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของเจ้าเมือง!”

ใบหน้าของโจวเหวินอู่ดำทะมึน

ก่อนหน้านี้ ตระกูลโจวเริ่มดีขึ้น แต่ว่า ด้วยคำสั่งนี้จากสำนัก ตระกูลของเขาถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด และแม้แต่เขา ซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำลังภายใน ก็ยังถูกเกณฑ์ไปด้วยเพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีวิทยายุทธ์สูงที่สุดในตระกูลของเขาซึ่งอธิบายสีหน้าของเขาได้

“สถานการณ์ในตระกูลของข้าดีกว่าของพี่โจวเล็กน้อย!”

อวี้ซินโหลวเค้นหัวเราะออกมา “ข้าได้รับคำสั่งให้มอบเงินและอาหารให้พวกเขา และยังต้องมอบร้านค้าบางร้านให้แก่ผู้รักษาการตำแหน่งเจ้าเมือง…”

“ในเมื่อพวกเจ้าล้วนได้รับผลกระทบ ข้าเดาว่าหุบเขาสันโดษก็คงด้วย ขึ้นกับเวลาเท่านั้น…”

ฟางหยวนพึมพำและทันใดนั้นเขาก็ถาม “ผู้รักษาการตำแหน่งเจ้าเมือง? แล้วเจ้าเมืองคนเก่าเล่า?”

เจ้าเมืองคนเก่านั้นเป็นชายชราที่ดีผู้หนึ่ง เขาใจดี และอาจจะเพราะว่าเขาไม่ได้มีพลังและอำนาจเหนือมณฑลอย่างแท้จริง ตราบใดที่เรื่องไม่วุ่นวายหรือว่าเกินควบคุมเกินไป เขาก็มักจะเป็นทำตัวเป็นชายชราผู้ใจดีและใจกว้าง ซึ่งทำให้เขาเป็นที่ชื่นชอบท่ามกลางหมู่ผู้มีฐานะและอำนาจ

แต่ว่า เพราะสถานการณ์ในมณฑลชิงเหอนั้นแตกต่างไปจากเดินแล้วตอนนี้ ระบบเดิมของทางการนั้นไม่มีความหมายแล้วตอนนี้ ดังนั้น ผู้นำมณฑล รวมถึงชื่อตำแหน่งของเขา ย่อมถูกเปลี่ยนแปลงไป

“เจ้าเมือง?! ฟังดูราวกับเป็นกองกำลังรับจ้างแล้ว!”

ฟางหยวนบิดริมฝีปากก่อนจะพูด “ทำไม? ทำไมพวกเขาถึงไม่มาขอให้ข้ามอบอะไรออกไปบ้าง?”

“นี่ก็คาดเดาได้แล้ว!”

โจวเหวินอู่พูด “อิทธิพลงของท่านในมณฑลชิงเหอนั้นมากกว่าพวกเรานัก นอกจากนี้ ท่านยังไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง และยังไม่มีการค้าหรือการแลกเปลี่ยนในที่นั่น ดังนั้นท่านสามารถเดินออกมาได้โดยง่าย เจ้าเมืองย่อมไม่กล้ารบกวนท่านนัก…”

“นายท่าน เสี่ยวจูแจ้งว่าพวกเรามีแม่นางผู้หนึ่งมาเยือน!

เสียงของจางเฉิงสงบและเรียบรื่น ทำให้โจวเหวินอู่ตกใจเล็กน้อย

แม้ว่าโจวเหวินอู่จะรู้ว่าฟางหยวนเป็นผู้พาคนทำความสะอาดผู้นี้มาเอง จากเสียงของเขา ดูเหมือนว่ากำลังภายในของคนทำความสะอาดผู้นี้จะแกร่งกล้านัก และอาจจะเหนือกว่าเขา

“แม่นางผู้หนึ่ง? นางเป็นผู้ใดกัน?”

ฟางหยวนเหลือบมองโจวเหวินอู่เป็นการเตือน

จางเฉิงออกไปคุยกับเสี่ยวจูสองสามคำก่อนที่เสียงต่ำ ๆ ของเขาจะดังมาอีกครั้ง “นางมาจากตระกูลหลิน หลินเหลยเยว่!”

“เป็นนางจริง ๆ!”

ฟางหยวนเดาเอาไว้แล้ว “พวกเจ้าทั้งสาม ออกไปก่อน! นำนางเข้ามา!”

“ขอรับ นายท่าน!”

พวกเขาทั้งสามคำตอบรับและออกไป ไม่นาน เสี่ยวจูก็นำแม่นางผู้นั้นเข้ามาและนำน้ำชามาวางอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเสี่ยวจูก็ออกไป

“แม่นางหลิน เชิญนั่ง!”

ฟางหยวนโบกมือและยังมีท่าทีสงบ

หลิวเหลยเหย่มองตรงไปที่เขาอย่างตกใจ นางสัมผัสได้ว่าเขาเปลี่ยนไปมาก เกินกว่าที่นางคิดเอาไว้

จากความมั่นใจที่ฟางหยวนแสดงออกมา มันเป็นรัศมีแบบที่ได้มาจากการเป็นจอมยุทธ์ระดับสูงมาเป็นระยะเวลานานและยังสามารถลงมือสังหารได้โดยไม่กะพริบตา แม้ว่านางจะเข้าสู่ระดับกำลังภายในแล้วเช่นกัน ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเขา

“แม้ว่าหุบเขาสันโดษของข้าจะไกลปืนเที่ยงไปเสียหน่อย ข้าก็ยังมีชาดี ๆ ให้แขกอยู่เหมือนกัน เชิญ!”

ฟางหยวนยกถ้วยชาขึ้นจิบ

น้ำชาที่ใช้รับแขกนี้ไม่ใช่ชาวิญญาณ แต่ว่าก็ยังเป็นชาดีและหอม

“น้ำชาที่ดี!”

หลินเหลยเยว่จิบแล้วก็ดวงตาเป็นประกายขึ้น จากนั้นนางก็มองที่ฟางหยวนและรู้สึกผิดหวังกึ่งคาดหวัง “พี่ฟาง ข้าคิดว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไร?”

“เฮ่อ…”

ฟางหยวนส่ายหน้าและยิ้มประหลาดออกมา “มันเป็นเรื่องของสำนักกุยหลิงที่อยากจะควบคุมเหนือทั้งมณฑล แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหุบเขาสันโดษของข้า?”

“คงต้องพูดเช่นนี้ แผ่นดินประเทศนี้เป็นของราชา และผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ก็ย่อมเป็นประชาชนขององค์ราชา แม้ว่าตามแผนที่แล้วหุบเขาสันโดษนั้นจะไม่ได้อยู่ในเมืองชิงเย่ แต่มันก็ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของเมือง ท่านไม่เห็นด้วยกับจุดนี้หรือ?”

หลินเหลยเยว่นั้นมีข้อโต้แย้งที่แข็งแกร่ง

ถึงตอนนี้ ความคิดหนึ่งก็ผ่านเข้ามาในใจนาง ‘ข้าพูดเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์ของท่านโดยแท้ ถ้าเราจบลงที่การต่อสู้และเป็นเหตุให้เจ้าสำนักต้องลงมือเอง ข้าคงไม่สามารถตอบท่านอาจารย์เวิ่นซินได้แล้ว…’

คิดถึงความพยายามที่นางใช้ไปเพื่อโน้มน้าวอาจารย์ของนาง สืออวี้ถง และท่าทางของฟางหยวนที่ไม่ได้ตระหนักถึงความพยายามของนาง นางก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย

“นั่นก็จริง…”

ฟางหยวนลูบจมูกและมองหลินเหลยเยว่โดยไม่แสดงสีหน้าใด “แล้วสำนักกุยหลิงต้องการสิ่งใดจากข้า?”

“แน่นอนว่าต้องเป็นข้าววิญญาณ!”

หลินเหลยเยว่กัดฟันและพูด “อย่างน้อย 660 ชั่ง แน่นอนว่า สำนักกุยหลิงจะไม่ได้นำมันไปโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน พวกเราจะซื้อจากท่านในราคาตลาด นอกจากนี้ เพราะท่านมีทักษะทางการแพทย์สูงส่ง ข้ายังต้องขอร้องให้ท่านย้ายไปพักในเมืองชิงเย่ นี่ล้วนเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง เผื่อท่านอาจได้รับบาดเจ็บจากผู้ร้ายยามค่ำคืน นอกจากนี้ สำนักยังต้องการให้ท่านช่วยรักษาสมาชิกของสำนักที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างสงคราม…”

“หลังจากทุกอย่างจบลง ทางสำนักจะอนุญาตให้ท่านเลือกเจ้าเมืองชิงเย่สามรุ่นได้ ฟังดูเป็นอย่างไร?”

หลังจากพูดจบ นางก็มองฟางหยวนอย่างคาดหวัง เงื่อนไขที่นางให้เขานั้นดีกว่าผู้อื่นมากนัก

“อืม…”

ในใจนั้นฟางหยวนแอบหัวเราะและภายนอกนั้นตั้งใจทำท่าทางลังเล “นี่ยากจะตัดสินใจ ข้าต้องการเวลาเพื่อไตร่ตรอง…”

เขามีชื่อเสียงเป็นหมอผู้สร้างปาฏิหาริย์

ตราบใดที่เขาไม่ได้มีทีท่าจะย้ายไปยังอี้ซานฝูและเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้าม สืออวี้ถงย่อมไม่กล้ากดดันฟางหยวนจนถึงที่สุด

‘เขายังต้องไตร่ตรองอีกหรือ?’

หลินเหลยเยว่รู้สึกไม่ยินดีมากขึ้น นางลุกขึ้นและพูด “ท่านมีเวลาคิดอีก 5 วัน ข้อตกลงทั้งหมดเป็นข้าแย่งชิงมาเพื่อท่าน ถ้าเราไม่ได้รับคำตอบจากท่านภายใน 5 วัน ข้าคงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แล้ว!”

หลังจากนางทิ้งคำขู่ไว้ นางก็เหลือบมองไปกลับไปในห้องโถง และพบผู้คนหลายคนหลบอยู่ด้านหลัง ก่อนจะโค้งกายลงคารวะและจากไป

“เหอเหอ… หลินเหลยเยว่ แม่นางน้อยผู้นี้… น้ำเสียงของนางต่างไปมากหลังจากขึ้นมาเป็นทายาทเจ้าสำนักน้อยเพียงไม่กี่วัน…”

ฟางหยวนแตะคางและรู้สึกปวดฟันขึ้นมา “นางดุร้ายเกินไปแล้ว!”

“พวกเราช่างใช้การไม่ได้!”

ที่ด้านหลัง ทั้งสามคนเดินออกมา ใบหน้าระเรื่อ

“ข้าไม่โทษพวกเจ้าทั้งสามหรอก โจวเหวินอู่ ข้าเกรงว่าเจ้าจะถูกติดตามมาขณะเดินทางมาที่นี่แล้ว…”

ฟางหยวนผ่อนลมหายใจออกยาวและไม่ได้ดูกดดันแต่อย่างใด

ถึงอย่างไร ต่อให้เป็นสืออวี้ถงมาด้วยตนเอง ถ้าเขาเอาชนะนางไม่ได้ เขาก็ยังสามารถหนีพ้นได้

เขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังถึงเพียงนั้น ทำให้เขาไม่มีสิ่งใดให้กังวล

ถึงอย่างไร ต่อให้เขาสูญเสียผู้คนใต้อาณัติและการค้าไป เขาก็ยังสามารถจ้างผู้คนอื่นมากขึ้นและสร้างการค้าขึ้นมาใหม่ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเป็นห่วง

แน่นอนว่า นั่นเฉพาะกรณีเลวร้ายที่สุดเท่านั้น ส่วนตอนนี้ มันย่อมดีที่สุดถ้าหากเขาจะรักษาผู้คนของเขาและการค้าของเขาเอาไว้ได้

 

 

 

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด