Carefree Path of Dreams – ตอนที่ 169

อ่านนิยายจีนเรื่อง Carefree Path of Dreams ตอนที่ 169 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นฝีมือของจ้าวแห่งฝัน!”

หมอกสีเขียวดูราวกับมีชีวิตและหมุนไปรอบ ๆ นิ้วของฟางหยวนไม่หยุด มันพยายามที่จะเข้าไปในช่องระหว่างคิ้วของเขา

แต่ว่า หมอกสีเขียวนั้นถูกแสงเส้นหนึ่งซึ่งเปล่งรัศมีแบบเดียวกับภูเขาห้านิ้วขวางเอาไว้ทุกครั้งที่มันเข้าไปใกล้

“เซียวมู่ผู้นั้นน่าจะถูกหมอกนี่ทำให้สับสน และดังนั้นก็พบกับฝันร้ายทุกคืน และยังอาจจะมีอันตรายอื่น…”

ฟางหยวนพึมพำ “จ้าวแห่งฝันผู้นั้นต้องการอะไรกันแน่?”

เขาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวจึงถึงกำแพงระหว่างสองห้อง เขาปล่อยพลังเวทย์ออกไป แทรกผ่านหมอกสีเขียว

ห้องพักแขกสลัวรางปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา

แม้ว่ามันจะไม่ได้ต่างไปจากห้องนี้ ในห้องก็เต็มไปด้วยหมอกสีเขียว บนเตียง ดวงตาของเซียวมู่ปิดแน่นและลูกตากลอกไปมาภายใต้เปลือกตา เขากำผ้าห่มแน่นแทบขาดคามือ เขาดูทรมาน

รอบ ๆ คอของเขา รอยสักปิศาจสีเขียวยิ่งมายิ่งเด่นชัดขึ้นและขยายไปถึงหน้าอกของเขา มันดูราวกับกำลังจะออกไปจากร่างของเขา

“ยิ่งเซียวมู่ได้พบกับฝันร้ายอันเจ็บปวดมากแค่ไหน รอยสักก็ยิ่งขยายใหญ่และมีพลังมากขึ้น… มันเหมือน…”

ฟางหยวนกลอกตา

ในตอนนี้เอง บรรยากาศรอบ ๆ เริ่มสั่น

เขาอึ้งไป เขามองที่มือทั้งคู่ของตน “สร้างฝัน!”

พลังภายในเส้นบางปรากฏขึ้น มันทะลวงผ่านประตูสื่อและเข้าสู่ 4 ประตูสวรรค์

“ข้าได้เคล็ดกรงเล็บอินทรีเหล็ก (ระดับ 9) กลับคืนมา?”

ฟางหยวนดีใจ “ข้าพบ…เส้นทางสู่ความปรารถนาของหยางฟานแล้ว!!!”

เพื่อที่จะออกจากโลกแห่งความฝันของผู้อื่น โดยเฉพาะจ้าวแห่งฝันที่ชั่วร้าย การฆ่าตัวตายนั้นตัดออกไปก่อนได้เลย อีกทางหนึ่งนั้น นอกจากระดับการฝึกตนของเขาจะสูงกว่าจ้าวแห่งความฝันที่ว่าแล้ว ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีหนทางอื่นเช่นกัน

หนทางหนีเพียงทางเดียวก็คือ ‘คล้อยตาม’!

ด้วยการทำตามจิตใต้สำนึกของเจ้าของความฝันเดิม ก็จะสามารถออกไปจากโลกแห่งความฝันได้!

“ความสามารถในการสร้างฝันของข้ากลับมาแม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะถูกผนึกเอาไว้ นี่แสดงว่าข้ามาถึงจุดสำคัญแล้วใช่หรือไม่?”

ฟางหยวนมองเซียวมู่ที่ยังคงฝันร้ายอยู่

“ใช่แล้ว… หยางฟานนั้นแม้ว่าในที่สุดแล้วก็ได้เป็นจ้าวแห่งฝัน! จากสถานะของเขาในตระกูล จะมีอาจารย์คอยสั่งสอนเขาได้อย่างไรกัน? นอกเสียจากจะเป็นการประสบพบเข้าโดยบังเอิญ!”

“เป็นไปได้ไหมว่า… ความบังเอิญที่เขาพบเข้าเกิดขึ้นที่นี่?”

ด้วยความคิดนี้ ฟางหยวน ที่เดิมต้องการเข้าไปแทรกแซกก็ลังเล หลังจากคิด ฟางหยวนก็กลับออกมา

“พี่ฟาง ท่านหลับสบายดีไหมเมื่อคืนนี้?”

อาหารเช้าในโรงพักแรมนั้นหรูหรา มีทั้งขนมปัง ขนมอบ ขนมอื่น ๆ ฟางหยวนตักโจ๊กมาถ้วยหนึ่งและเริ่มกินช้า ๆ

เซียวมู่มีใต้ตาดำคล้ำเป็นวง เขานั่งลงตรงข้ามและอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ลังเล จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวและถามออกไป

“อ้ะ? ข้ารึ?”

ฟางหยวนอึ้งไป “ไม่เลวเลย หลับสบายไม่ฝันอะไร ทำไมรึ?”

“ไม่มีอะไร!”

ใบหน้าของเซียวมู่บิดเบี้ยวไป กลัว เศร้า อิจฉา… ทุกความรู้สึกผสมปนเปและปรากฏขึ้นบนใบหน้าชัดเจน

ฟางหยวนจ้องมองเซียวมู่ที่ใบหน้าขึ้นสีและรีบกลับขึ้นไปห้องของตนหลังจากโบกมือลาฟางหยวน

“น่าสนใจ! น่าสนใจจริง ๆ!”

ฟางหยวนคิดขณะมองเซียวมู่

ตราประทับของจ้าวแห่งฝันนั้นไม่ปรากฏขึ้นแบบรอยประทับอื่น ๆ แต่ว่าซ่อนความลับมากมายเอาไว้

มันยากที่จะบอกว่าการได้รับประทับมา สำหรับคนธรรมดาแล้วมันคือคำอวยพรหรือคำสาป

อาคารกลางสนามสอบ

กว่าสิบห้องถูกเปิดออก ผู้คุมสอบจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังมองกระดาษคำตอบตรงหน้าพวกเขาอย่างละเอียดรอบคอบ

ในฐานะหัวหน้าผู้คุมสอบ ท่านข้าหลวงนั้นไม่ได้รับมอบหมายงานมากนัก ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็คือดูแลการให้คะแนนกระดาษคำตอบแต่ละชุดและจัดลำดับคะแนนหลังจากนั้น

หากอันดับแรกและอันดับถัด ๆ มานั้นทำได้ดีเท่ากันในการสอบอย่างไม่มีความแตกต่างในด้านคะแนน เรื่องเบื้องหลังของทั้งคู่ก็จะเอามานับเป็นคะแนนไปด้วย มันมีค่าพอที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มา

ดังนั้นบรรยากาศจึงไม่เคร่งเครียดเท่าไหร่

ท่านข้าหลวงนั้นเองก็เป็นผลผลิตจากการสอบและเช่นกันเขารู้ดีว่ากระดาษคำตอบบาง ๆ นี้สามารถกำหนดสถานะของคนธรรมดาผู้หนึ่ง และเช่นกัน จึงไม่กล้าละเลยหน้าที่ของตน

“ท่านข้าหลวง! กระดาษคำตอบที่ยอดเยี่ยมจากห้องที่สองขอรับ!”

ผู้ช่วยคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาและยื่นกระดาษคำตอบชุดหนึ่งให้

“หืม?”

ข้าหลวงผู้นั้นมองกระดาษคำตอบและพยักหน้า โดยที่ยังไม่อ่านคำตอบ ตัวอักษรก็ดูสวยงามและสง่า มีการลากพู่กันต่อเนื่องกันเล็กน้อยที่ตรงกลาง ๆ ของคำตอบที่ทำลายความเรียบร้อยของกระดาษคำตอบไป

แต่ว่า เมื่อคิดถึงอายุที่ยังเยาว์ของบัณฑิตแล้ว มันก็ยากที่จะพานพบ

หลังจากอ่านคำตอบ เขาก็รู้สึกพึงพอใจและไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักการและการคำนวณของคำตอบ อย่างเดียวที่ยังเป็นปัญหาก็คือคะแนนที่ผู้ตรวจจะให้ตามความเหมาะสม แต่ว่า เขาก็คงไม่ได้รับคะแนนต่ำเป็นแน่

เขาอดไม่ได้จนต้องให้ความเห็นออกมา “ดี… เขาน่าจะเป็นอันดับที่หนึ่งแล้ว!”

เขารีบสั่งคนไปนำมีดเล็กมาตัดเปิดผนึกที่ปิดชื่อของผู้เข้าสอบเอาไว้ทันที “เซียวมู่? หืม? เขาน่าจะเป็นอันดับหนึ่งแน่แล้วหากไม่เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น!”

“เซียวมู่!?”

นักพรตเฟยซยงที่เดิมจิบชาอยู่อย่างไม่รีบร้อนถาม “เซียวมู่จากตระกูลเซียว?”

“ถูกต้อง!”

ข้าหลวงพยักหน้าเมื่อเห็นว่านักรบศักดิ์สิทธิ์ให้ความสนใจ เขานึกเรื่องบางอย่างออก “เมื่อครู่ท่านจับตามองบัณฑิตผู้หนึ่งอย่างมาในสนามสอบ เป็นคนเดียวกันหรือไม่?”

“ถูกต้อง… ข้าก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไรนะ!”

นักพรตเฟยซยงส่ายหน้าช้า ๆ

“นี่…”

ข้าหลวงรู้สึกสงสัยและวางกระดาษคำตอบไปด้านข้าง

ไม่พบปัญหาไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหา การได้เป็นผู้มีคะแนนสูงสุดนั้นต้องมีเส้นสายบางอย่าง แต่ว่า คำตอบของเขานั้นดีเกินไปและท่านข้าหลวงไม่ต้องการลงโทษเขา

“ท่านข้าหลวง กระดาษคำตอบที่ยอดเยี่ยมจากห้อง 1 ขอรับ!”

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ก็มีผู้ช่วยอีกคนเดินตรงมาในมือถือกระดาษคำตอบเอาไว้

“ผู้คุมสอบห้องที่ 1 คือขุนนางเผิงใช่หรือไม่? เขาค่อนข้างหัวโบราณ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้รับคำชมจากเขา เอามาให้ข้าดู!”

ข้าหลวงรู้สึกสงสัยมากและเปิดกระดาษคำตอบออกดู

“อืม ตัวอักษรไม่เลว เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละเส้นแฝงความยิ่งใหญ่ แต่ตัวอักษรของเซียวมู่ดูจะดีกว่าเล็กน้อย…”

ความประทับใจแรกของเขาก็คือกระดาษคำตอบนี้ไม่ได้โดดเด่นนัก เขาอ่านคำตอบ สองหน้าแรกไม่มีสิ่งใดผิด วิธีการให้เหตุผลของผู้ตอบนั้นกระจ่างและเข้าใจง่าย

“อืม ไม่เลว? นี่ไม่เลวเลย!”

เขาอ่านซ้ำไปซ้ำมา เขาอดจะออกปากชื่นชมไม่ได้ “ดี ต่อให้เป็นผู้มีประสบการณ์ก็ยังอาจจะให้คำตอบที่ดีเช่นนี้ไม่ได้!”

“โอ้?”

นักพรตเฟยซยงสนใจและเดินเข้าไปดู

“การเขียนนี้แสดงความเป็นผู้ใหญ่และที่โดดเด่นที่สุดก็คือเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ นี่ไม่น่าเชื่อจริง ๆ!”

ข้าหลวงถอนหายใจและดึงกระดาษคำตอบของเซียวมู่ออกมา

เมื่อเทียบกระดาษคำตอบทั้งสองแล้ว ข้าหลวงมองเห็นความแตกต่างในวิธีการ ขณะที่ตัวอักษรของเซียวมู่นั้นดี แต่ก็ขาดความเป็นตัวเอง มันเหมือนนักรบเดียวดายที่เก่งกาจโดยตัวเอง แต่ว่า เมื่อเขาพบกับกองทัพที่ดูธรรมดาแต่ทั้งเข้มงวดและยุติธรรม นักรบเดียวดายย่อมพ่ายแพ้

“ท่านคิดว่าคำตอบไหนดีกว่ากัน?”

นักพรตเฟยซยงลูบหนวด “ตามกระดาษคำตอบของพวกเขาแล้ว ข้าบอกได้แค่ว่าทั้งคู่ล้วนเหนือธรรมดา ข้าสนใจในตัวคนทั้งคู่เลย!”

“อัจฉริยะทั้งสองนี้เป็นของราชสำนัก อย่าได้คิดจะรับเขาเข้าฝึกตน!”

ข้าหลวงออกปากดุ

“การจะหาผู้ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนไฉนจะง่ายเพียงนั้น…”

นักพรตเฟยซยงส่ายหน้า “พวกเขาต้องสะสมกรรมดี ตอนนี้ก็ได้เวลาไปดูนิสัยของพวกเขาแล้ว!”

ความสงสัยแวบผ่านดวงตาของเขา

เขาไม่รู้ว่ากระดาษคำตอบนี้เป็นของใคร แต่ว่า เขารู้ว่าเซียวมู่นั้นมีธรรมชาตินิสัยที่ดี

เขาเตรียมใจรอพบว่าใครคือเจ้าของกระดาษคำตอบนี้

“ฮ่าฮ่า… ค้นหาเด็กรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ให้กับประเทศนี่เป็นหน้าที่สำคัญในชีวิตของคนผู้หนึ่งเลย!”

ข้าหลวงหัวเราะและเริ่มตัดเปิดผนึก

ผู้ช่วยทั้งสองคนและกระทั่งนักพรตเฟยซยงต่างเอนตัวเข้ามามองใกล้ ๆ

สามวันผ่านไปราวพริบตาเดียว

ฟางหยวนและเซียวมู่มาถึงสนามสอบและหาร้านน้ำชานั่งพักขณะรอฟังข่าว

“พี่เซียวยอดเยี่ยมมาก ท่านต้องได้อันดับที่หนึ่งเป็นแน่!”

ฟางหยวนยิ้มและพูดเมื่อเห็นเซียวมู่ดูกระวนกระวาย

ผู้อื่นที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ทั้งคู่ล้วนเป็นบัณฑิตเช่นกันและยิ้มให้เมื่อได้ยิน

“ชมเชยเกินไปแล้ว!”

เซียวมู่ยิ้ม ยิ้มของเขานั้นแย่ยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก

เขากระวนกระวาย ไม่เพียงเพราะลำดับในการสอบ แต่เพราะฟางหยวนด้วย

เพราะว่า หลายคืนที่ผ่านมา ความตั้งใจพยายามทำร้ายฟางหยวนนั้นไร้ผล นี่ทำให้เขารู้สึกสงสัยและดังนั้นจึงมีทีท่าไม่เป็นธรรมชาตินักเมื่ออยู่ต่อหน้าฟางหยวน

“ผลออกมาแล้ว!”

หลังจากประกาศสามครั้ง ประตูสนามสอบก็เปิดออกและผู้ช่วยหลายคนออกมา แบกแผ่นป้ายชื่อเอาไว้

ผู้เข้าสอบหลายคนพุ่งเข้าไปและออกันอยู่ตรงหน้ากำแพง

“ฮ่าฮ่า… ข้าทำได้แล้ว!”

“มันช่างน่าเศร้าที่ผมข้าเปลี่ยนเป็นสีเทาไปเรียบร้อยแล้วตอนที่ในที่สุดข้าก็มีโอกาสมีสถานะทางสังคมดีขึ้น…”

“ข้าจะกลับมาใหม่หลังจากนี้หนึ่งปี!”

มีทั้งผู้ที่สอบผ่านและสอบไม่ผ่าน ฟางหยวนสัมผัสได้ถึงความสุข ความเศร้า ความเสียใจ และความรู้อื่นสึกแบบอื่นที่ผสมปนเป

“พวกเขาเสียสติไปแล้วถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่การสอบที่แท้จริงของราชสำนักที่ผู้ที่สอบผ่านจะได้เป็นข้าราชสำนัก แต่พวกเขาทำท่าราวกับสอบเข้าราชสำนักผ่านจริง ๆ อย่างนั้น?”

เขาถอนหายใจและมองรายชื่อและเห็นชื่อเซียวมู่อยู่ลำดับที่สอง เขาหันไปแสดงความยินดีกับเซียวมู่ทันที “เซียวมู่ ยินดีด้วย!”

“อ๋า?”

เซียวมู่อึ้งไป สายตาของเขาไม่ดีเท่าฟางหยวนและยังไม่ทันรู้ว่าตนเองไม่เพียงแค่สอบผ่านแต่ยังได้ลำดับที่สองเมื่อคนรู้จักพากันมายินดีกับเขา เขายิ้มและพูด “ข้าจะเลี้ยงน้ำชาพวกเจ้าทั้งหมด!”

“พี่เซียวดูจะยินดีมาก?”

ฟางหยวนถาม “ทำไมท่านถึงไม่ได้ที่หนึ่งเล่า?”

“พี่หยางพูดเป็นเล่นไป ผ่านก็คือผ่าน ไม่ว่าจะมีคะแนนสูงหรือต่ำ ทุกคนก็เริ่มที่จุดเดียวกัน จะแตกต่างกันตรงไหน?”

เซียวมู่เค้นหัวเราะออกมา “ผู้เข้าสอบคนใดที่ได้ลำดับที่หนึ่งรึ?”

“เขาอยู่ตรงหน้าท่านนั่นแหละ!”

ผู้สมัครที่อยู่ใกล้ ๆ ผลักไหล่เซียวมู่และเดินตรงเข้ามา “เป็นพี่หยางฟาน!”

“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”

ในหัวใจของเขา เขาไม่ยินยอม แต่ว่าเขาก็บังคับตัวเองให้แสดงความยินดีกับหยางฟาน “ท่านมีพรสวรรค์กว่าข้าเสียอีก ท่านย่อมสมควรได้แล้ว!”

เขารู้ว่าฟางหยวนนั้นดีกว่าเขา แต่ว่า เมื่อเขาคิดถึงรอยประทับที่ตามติดเขาราวกับพยาธิแต่กลับปล่อยคนตรงหน้าเขาไป เขาก็ไม่สามารถระงับความขุ่นเคืองใจเอาไว้ได้อีกต่อไป

‘ทำไม? ทำไมคนผู้นี้ถึงมีความสามารถมากกว่าข้า และยังไม่ต้องทนทรมานเหมือนที่ข้าได้รับ ทำไมสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรม? ทำไมโลกถึงไม่ยุติธรรม? เกลียด! เกลียด! เกลียด!’

เซียวมู่มีสีหน้าทะมึนและประกายแสงสีเขียวก็วาบผ่านดวงตาของเขา

 

 

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด