ยอดหญิงอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 70-3

อ่านนิยายจีนเรื่อง ยอดหญิงอันดับหนึ่ง ตอนที่ 70-3 อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.
ตอนที่ 70-3 ตบตีไป๋ฮูหยิน

 

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยหัวเราะเบาๆ แล้วจึงหันไปพูดกับหวงน้าสี่

“พี่สะใภ้ก็ได้ยินแล้วนี่ เป็นเพราะอาเม่ามักง่าย แย่งสำรับของว่างข้าก่อน แล้วพลาดไปชนกำแพงเข้า บ่าวข้าไม่ได้แตะต้องอะไรแม้แต่น้อย!”

พูดถึงตรงนี้ก็ชะงักเล็กน้อย แอบขำ น้ำเสียงแฝงเจตนาดูหมิ่น “หึ อยากกินของว่าง ทำไมจะไม่มีล่ะ ที่เรือนตะวันตกก็มีส่วนของพวกเจ้าอยู่ การเลี้ยงลูกให้เที่ยวแย่งของกินคนเขาไปทั่ว ข้าว่า มีก็แต่ขอทานเท่านั้นล่ะที่ทำได้ หึๆ เลี้ยงลูกยังไง”

“เจ้า…พวกเจ้าสมคบคิด รวมหัวกัน รังแกลูกข้า…”

หวงน้าสี่เห็นลูกชายบาดเจ็บขนาดนี้ แล้วยังถูกไป๋เสวี่ยฮุ่ยสั่งสอนอีก ก็โกรธจนควันออกหู ยิ่งเห็นอาเม่าร้องไห้ครวญคราง ก็ยิ่งเดือดดาล ความแค้น ความเกลียดชังทั้งเก่าทั้งใหม่ บวกกับความอิจฉาริษยา ทับถมกันจนแน่นหน้าอก ไหนเลยจะยอมให้ไป๋เสวี่ยฮุ่ยได้ใจ จึงก้าวเข้าไป จับผมที่สยายประบ่า ที่ยังไม่ทันได้มวยของนาง แล้วดึงทึ้งอย่างแรง

“อยากรังแกลูกข้านักใช่ไหม! นางจิ้งจอกดัดจริต! นางจิ้งจอกดัดจริต!”

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยไหนเลยจะคิดว่า หวงน้าสี่จะหยาบคายได้ถึงเพียงนี้!

นางจิ้งจอกดัดจริต นางมีสิทธิ์อะไรมาว่าตนเช่นนี้ ตนไม่เคยนอนกับผัวนางนี่ ไป๋เสวี่ยฮุ่ยตะลึงงัน เจ็บศีรษะไปหมด หนังศีรษะแทบจะหลุดออกมาได้ แต่พอเจ็บจนน้ำตาเล็ด ก็ได้สติ พยายามดิ้นรนและกรีดร้อง

“หญิงบ้า! ปากสุนัข! กล้าดียังไง มาทำหยาบคายในบ้านข้า! เด็กๆ ยังไม่รีบจับตัวนางไว้อีก…อูย…เร็วสิ…”

หวงน้าสี่ไหนเลยจะยอมปล่อย พอได้ยินคำด่าว่า หญิงบ้า ก็จับผมนางไว้แน่น แล้วดึงให้แรงขึ้น

เวลาผู้หญิงตบตีกัน ไม่ตบหน้า ดึงผม ขีดข่วน ก็ด่าทอ สี่ขั้นตอนหลักๆ นี้ หวงน้าสี่ถนัดทุกขั้นตอน เพราะช่วงอยู่บ้านนอก นางต้องแย่งก้อนหินซักผ้าที่ริมแม่น้ำกับบรรดาเมียๆ ของชาวบ้าน ต้องรบกับเจ้าของสุนัขที่เที่ยวปล่อยสุนัขมากัดไก่ในบ้านตนตายแล้วไม่ยอมรับ นางสะสมเพดานบินด้านนี้มาพอสมควร จึงเด็ดขาดทุกการเคลื่อนไหว จัดการจนไป๋เสวี่ยฮุ่ยร้องไห้ครวญครางอย่างน่าเวทนา

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาสิบกว่าปี ไหนเลยจะสู้ไหว รู้สึกแต่ว่าหนังศีรษะระบมไปหมด วิญญาณก็แทบถูกกระชากออกจากร่างอยู่รอมร่อ หอบหายใจพลางว่า

“ปล่อยข้า หญิงบ้า บ้าไปแล้ว…”

วันนี้หวงน้าสี่ถูกอสูรร้ายสิงร่างจริงๆ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรนั้น นางไม่สนใจทั้งสิ้น คิดว่าอย่างไรตนก็เป็นหญิงคนแรกที่แต่งเข้าสกุลอวิ๋นตามประเพณี เป็นสะใภ้ใหญ่ที่คลอดลูกชายให้สกุลอวิ๋นสามคน น้องชายสามีไม่มีทางไล่ตนออกจากบ้านแน่

ด้วยยังไม่หายแค้น นางจึงตบแก้มไป๋เสวี่ยฮุ่ยเบาๆ ไปสองที “หญิงบ้าแล้วไง เดินออกไปก็ยืดอก นั่งก็

หลังตรง! สู้หน้าได้ทุกคน! แล้วเจ้าล่ะ จิ้งจอกดัดจริต ชอบทำร้ายคน! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องเลวๆ ของเจ้าล่ะ…”

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยได้ยินก็สะดุ้ง ขุ่นเคืองจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง ถึงตอนนี้แล้ว ตนยังจะมาสงวนท่าทีอะไรอีก จึงยกมือข้างหนึ่งขึ้น ไม่รู้ไปเอาแรงมาจากไหน บีบเข้าที่คอของพี่สะใภ้

“นังบ้านนอก! ไร้ยางอาย! อยู่บ้านคนอื่น มารยาทสักนิดก็ไม่มี! พ่อแม่ไม่สั่งสอน!” แล้วหันไปมองด้านข้าง “พวกเจ้านี่มันบ่าวประสาอะไร ตายกันหมดแล้วรึไง! ยังไม่รีบแยกตัวนางออกไปอีก!”

หวงน้าสี่กรำแดดกรำฝนกลางท้องไร่ท้องนาจนชิน จึงมีแรงดุจวัวควาย อีกอย่าง ทั้งสองยังพัวพันกันแน่น ราวกับฝาแฝดอย่างไรอย่างนั้น ยากที่จะแยกออกจากกัน ขนาดพี่เฉียว อาเถา กับมอมอ สามคนรวมพลังกัน ทำทุกวิถีทาง ก็ยังแกะหวงน้าสี่ไม่ออก และไม่เพียงแกะไม่ออก สุดท้ายยังเข้าใกล้ไม่ได้ด้วย ได้แต่ยืนมองคนทั้งสองกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพื้น…

ชาตินี้ ถ้าว่าด้วยเรื่องอยู่บ้านแล้วใช้เล่ห์เพทุบายทำร้ายคน ไป๋เสวี่ยฮุ่ยถนัดนัก แต่ถ้าว่าด้วยเรื่องลงไม้ลงมือตบตี นางสู้พี่สะใภ้ไม่ได้แม้กระผีกริ้น

ไม่ว่าความสูง ความหนา พลังแขน พลังข้อมือ ความอึด หวงน้าสี่ล้วนชนะเลิศคู่ต่อสู้อย่างไป๋เสวี่ยฮุ่ยที่วันๆ เอาแต่อยู่ในบ้าน หาแต่วิธีเล่นงานคน

ซึ่งไม่นานนัก ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็กรีดร้องออกมาประหนึ่งสุกรถูกเชือด จนได้ยินไปทั่วทั้งเรือน

แต่พอบ่าวจากทุกทิศทุกทางมาถึง ก็ได้แต่ยืนห้อมล้อม เพราะหนึ่ง เห็นบ่าวข้างกายไป๋เสวี่ยฮุ่ยหลายคนทำอะไรไม่ได้ สอง เห็นว่าหวงน้าสี่เป็นสะใภ้ใหญ่ ถือเป็นผู้อาวุโส แถมยังดุดันมากเป็นพิเศษ จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

พอชูซย่าได้ยินเสียงร้อง ก็วิ่งออกจากเรือนฝูหยิง ไปยืนดูในระยะไม่ไกล ดูไปก็ส่ายหน้าทอดถอนใจ เสียดายที่คุณหนูไม่ได้มาเห็น ไว้กลับไป ต้องบรรยายสภาพให้ฟังอย่างละเอียด

และขณะที่ทั้งสองยังแยกออกจากกันไม่ได้ ก็ได้ยินเสียงตะคอกของผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น

“เหลวไหล! พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”

ตอนถงฮูหยินเห็นสะใภ้ใหญ่วิ่งออกจากเรือน ก็รีบสาวเท้าก้าวตามมา

เมื่อมาถึง และเห็นสะใภ้ทั้งสองตบตีกัน หญิงชราก็หน้าแดง ก่อนตะคอกเสียงแหบแห้ง!

พอไป๋เสวี่ยฮุ่ยเห็นหญิงชรา ก็ปล่อยมือ น้ำตาของความรู้สึกไม่เป็นธรรมหลั่งไหลดุจสายน้ำ ผู้ช่วยชีวิตมาถึงเสียที ให้ท่านแม่ดูว่า นังสะใภ้บ้านนอกที่ไร้ยางอาย ทำขายหน้าขนาดไหน

ทันทีที่ไป๋เสวี่ยฮุ่ยปล่อยมือ หวงน้าสี่ก็ฉวยจังหวะทึ้งผมของนางอย่างแรงทีหนึ่ง พอเห็นนางร้องโหยหวน ก็รีบปล่อยมือ แล้วก้าวถอยหลัง

อาศัยช่วงน้องสะใภ้กุมศีรษะพลางร้องโอดโอย หวงน้าสี่พลันเปลี่ยนสีหน้า ใบหน้าอันดุร้ายสุดจะเปรียบเมื่อครู่ หายไปทันทีราวกับลมฝนในฤดูใบไม้ผลิ นางกะพริบตาปริบๆ ตบน่อง จากนั้นก็ร้องไห้ คุกเข่าเสียงดัง ‘กึก’ กอดขาถงฮูหยินพลางว่า

“ท่านแม่ ข้าอยู่บ้านน้องสามีต่อไม่ได้แล้ว ท่านดูสิ ครั้งก่อนนางทำข้ากับอาจู้ขายหน้า ด้วยการจงใจ

เอาเสื้อผ้าของบ่าวให้เราใส่ แต่พอท่านแม่บอกว่าอย่าถือสาหาความนางเลย ข้าก็เชื่อฟัง คิดเสียว่านางอายุน้อย

กว่า อาจไม่รู้จักกาลเทศะ แต่ตอนนี้…ท่านดูหลานท่านสิ ถูกบ่าวข้างกายน้องสะใภ้ตีจนมีสภาพเช่นนี้ และจุดที่บาดเจ็บ ก็ไม่ใช่อื่นไกล จุดสำคัญสุดของร่างกายอย่างหัวสมอง แถมได้เลือดด้วย ต่อไปถ้าอาเม่ากลายเป็นคนปัญญาอ่อน ข้ายังจะมีหน้าพบบรรพชนสกุลอวิ๋นอีกหรือ! ข้าแค่อยากพูดเหตุผลกับน้องสะใภ้ แต่นางกลับเอาแต่ปกป้องบ่าวนั่น แถมยังหันมาแว้งกัดข้าอีก บอกว่าอาเม่าไม่ได้รับการสั่งสอน ไม่มีมารยาท แย่งของกินผู้อื่น เป็นขอทาน…สวรรค์ อาเม่าก็แค่เด็กคนหนึ่ง เด็กพอเห็นของกินสวยๆ งามๆ ก็ตื่นตาตื่นใจ ขอเขาชิมสักชิ้น แบบนี้ก็กลายเป็นขอทานแล้วหรือ! ท่านแม่ น้องสะใภ้ข่มเหงเราสามแม่ลูกขนาดนี้ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับเรานา…..”

พอไป๋เสวี่ยฮุ่ยเห็นนางรีบแจ้นเข้าไปฟ้องคนคุ้นเคยก่อน ทำนองว่า ตนเป็นชาวบ้านที่ฟังเหตุผลของบัณฑิตไม่รู้เรื่อง ก็โกรธ พลันชี้ผมเผ้ายุ่งเหยิงของตนที่ถูกพี่สะใภ้ดึงทึ้ง

“ท่านแม่ ท่านดูสิ นี่คือสิ่งที่คนเขาทำกันหรือ พอมาถึง พูดจาได้ไม่กี่คำ ก็จิกหัวตบกันแล้ว นี่ไม่ใช่บ้านนอกคอกนา! นี่คือเมืองหลวง คือจวนรองเจ้ากรม!”

หวงน้าสี่ไม่ยอมแพ้ ชูลำคอให้ถงฮูหยินดู “ท่านแม่ดูที่คอข้านี่ ถูกนางบีบจนเป็นแบบนี้ ที่ข้าดึงผมนาง ก็ไม่ได้ทำให้นางถึงแก่ชีวิต แต่พอนางลงมือ กลับเอาชีวิตข้า!”

สะใภ้ทั้งสองพูดไปร้องไห้ไปอย่างเป็นวรรคเป็นเวร จนถงฮูหยินปวดเศียรเวียนเกล้า แต่ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แม้บอกว่าเรื่องพี่สะใภ้ทำร้ายน้องสะใภ้ในบ้านของน้องสามีเป็นเรื่องน่าอาย แต่เรื่องหลานหัวแตกเลือดอาบ ย่อมหนักหนากว่า และเป็นความจริงที่โต้เถียงไม่ได้

ถงฮูหยินกังวลใจยิ่ง รีบนั่งยองๆ ลงไปดูศีรษะของอาเม่า แล้วรีบเรียกบ่าวให้พาไปทำแผลใส่ยาก่อน จากนั้นค่อยยืนขึ้น โบกมือให้บ่าวแยกย้ายกันไป ก่อนทอดถอนใจ

“พอเถอะๆ! รีบแยกย้ายได้แล้ว ยังอับอายไม่พอหรือไง!”

เมื่อไป๋เสวี่ยฮุ่ยเห็นถงฮูหยินเลิกราเพียงเท่านี้ ก็รู้สึกว่านางกำลังปกป้องครอบครัวลูกชายคนโต แต่ตนถูกจับคลุกดินจนกลายเป็นแบบนี้ วันนี้แม้จับหวงน้าสี่มาเฆี่ยนตีไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเรียกมาดุด่าเยี่ยงบ่าวสักตั้ง ถ้าไม่จัดการอะไรสักอย่าง ต่อไปตนจะคุมหลังบ้านได้อย่างไร

จู่ๆ ก็…แยกย้ายเช่นนี้หรือ

“ท่านแม่ พี่สะใภ้บุกรุกเรือนข้า แล้วยังตบตีข้าอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ บ้านมีกฎบ้าน ไหนเลยจะจบเรื่องได้ง่ายๆ เช่นนี้ ข้าให้เกียรตินางในฐานะแขกและพี่สะใภ้ แต่ไม่สามารถยอมให้ได้ขนาดนี้!”

ต้องให้ถงฮูหยินเป็นผู้กล่าวโทษ เพราะมีเพียงผู้อาวุโสเท่านั้น ที่จะลงโทษลูกหลานได้

หวงน้าสี่ยิ้มเย็นชา “น้องสะใภ้ เจ้าให้ข้าสวมชุดบ่าว ข้าไม่พูดสักคำ แต่เจ้าเหยียดหยามลูกสาวข้า ตอนนี้ยังตีลูกชายข้าอีก ข้าถึงทนไม่ได้จริงๆ และข้าก็ไม่เชื่อว่า ถ้าเฟยเอ๋อร์ของเจ้าถูกคนเหยียดหยาม เจ้าจะสามารถนิ่งดูดายอยู่ได้!”

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด