ยอดหญิงอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 85-3 พระมาตุลาละอายใจและการเร่งดอกเหมยบาน

อ่านนิยายจีนเรื่อง ยอดหญิงอันดับหนึ่ง ตอนที่ 85-3 พระมาตุลาละอายใจและการเร่งดอกเหมยบาน อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

เจี่ยงยิ่นในปีนั้นมีนิสัยเลือดเย็น วิธีที่ใช้ก็รุนแรงและเฉียบขาด เพราะต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู ข่มขวัญทหารใหม่ของถังโจว จึงจับผู้หญิงในครอบครัวนักโทษทหารมัดไว้ในลานประหาร ให้ดูการประหารไปด้วย

 

 

หงเยียนในวัยสิบสามจึงได้แต่เบิกตามองบิดากับเพื่อนทหารด้วยกันศีรษะหลุดออกจากบ่าทีละคนๆ พลางกรีดร้อง “สถานการณ์ในสนามรบมีแต่ความไม่แน่นอน พวกเขาไม่ได้ประมาท ไม่ได้เลินเล่อ หรือละเลยในหน้าที่เป็นอันขาด…พวกท่านจะตัดสินความผิดพวกเขาแบบนี้ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้…พวกเขาไม่มีทางไม่สนใจประชาชน ไม่พิทักษ์ป้อมปราการ…อยุติธรรมชัดๆ!”

 

 

ยังไม่ทันสิ้นเสียง ผู้ที่นั่งอยู่ด้านบนก็มองลงมาด้วยสายตาเย็นชา พลางว่า “อุดปากนางไว้!”

 

 

แล้วจึงโบกมือ ทิ้งป้ายคำสั่ง พอป้ายตกถึงพื้น ‘กึก’ ดาบในมือเพชฌฆาตก็ฟันลง โลกของบิดา พี่ชายและนางก็ถูกตัดขาดออกจากกัน!

 

 

ตอนนี้พอเห็นผู้ตรวจการซึ่งตัดสินคดีทหารถังโจวในปีนั้นอีกครั้ง ความทรงจำในอดีตของหงเยียนก็ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ความรู้สึกทุกอย่างหลั่งไหลพรั่งพรู จนในที่สุดก็ร้องไห้เสียงดังและทรุดตัวลงกับพื้นอย่างเจ็บปวด

 

 

ก่อนเข้าวัง สวี่มู่เจินบอกให้นางอธิบายความเป็นมาเป็นไปต่อหน้าไทเฮา และให้นางอดทนไว้ อย่ากลัว ด้วยรัชทายาทจะส่งคนๆ หนึ่งเข้ามาพลิกสถานการณ์ แต่นางคิดไม่ถึงว่า ผู้มาจะเป็นผู้ตรวจการเจี่ยงที่ตัดสินคดีและควบคุมการประหารในปีนั้น

 

 

พอเจี่ยงยิ่นเห็นอาการของหงเยียน คิ้วก็กระตุกไม่หยุด จึงไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น ยกชุดยาวขึ้น คุกเข่าทั้งสองข้างลง ก่อนค่อยๆ พูดเป็นวรรคๆ คล้ายไม่รู้สึกอะไร แต่กลับทำให้กลุ่มคนฟังแล้ว ยิ่งรู้สึกตกตะลึงพรึงเพริศและเศร้าสลดใจ

 

 

“เรียนไทเฮา การสู้รบที่ถังโจวในปีนั้น ข้าพระองค์เป็นคนยโสโอหัง ทำอะไรตามความคิดของตัวเอง พอเห็นเมืองถังโจวย่อยยับ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คดียังสืบไม่ถึงที่สุด ก็อาศัยประสบการณ์ส่วนตัว ตัดสินว่าทหารถังโจวดูเบาศัตรู ถึงได้ถูกคนเหนือวางยา เป็นเหตุให้เมืองแตก เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ข่มขวัญทหารตนเองและศัตรู ข้าพระองค์จึงเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้น ประหารทหารรักษาการณ์ทุกระดับชั้นหนึ่งร้อยสามสิบหกชีวิต เนรเทศคนในครอบครัวของพวกเขารวมเจ็ดร้อยกว่าคน ซึ่งในจำนวนนี้กว่าครึ่งทนความยากลำบากไม่ไหว เสียชีวิตระหว่างเดินทาง…”

 

 

เจี่ยไทเฮาถอนหายใจยาวๆ ออกมา “นั่นเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ใยเจ้าถึงต้องโทษตัวเองเช่นนี้เล่า พระมาตุลา”

 

 

“เรียนไทเฮา” เจี่ยงยิ่นเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเหมือนคนใจสลาย “พอกลับถึงราชสำนัก มีคนจับคนเหนือได้คนหนึ่ง ข้าพระองค์จึงสอบสวนเรื่องนี้อีกครั้ง ถึงได้รู้ว่า ตนเองผิดมหันต์แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว!”

 

 

น้ำเสียงเจ็บปวดไม่หาย “คืนก่อนการสู้รบ ชาวเหมิงหนูส่งคนเหนือสองคนเข้ามาปะปนในค่ายทหาร ซึ่ง

 

 

สองคนนี้ได้ขโมยแผนการรบ และทำลายอาวุธสำคัญของทหารรักษาการณ์ไป…แต่ทหารรักษาการณ์ก็สู้สุดชีวิต

 

 

จนที่สุดแล้ว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยสุด ถึงได้ยกธงขาว ทิ้งเมืองไปก่อน…แต่ ด้วยความอหังการ อยากสร้างผลงาน ข้าพระองค์มักรู้สึกว่าตนเองไม่มีทางผิดพลาด ตอนสอบสวนคดีทหารที่ถังโจว จึงได้แต่อิงสมมติฐานและประสบการณ์ส่วนตัว ไม่สนใจเหตุผลใดๆ ทำให้ทหารตระเวนชายแดนร้อยกว่าคนต้องจบชีวิตลง และครอบครัวต้องรับโทษอย่างไม่เป็นธรรม…ข้าพระองค์จึงทำใจให้สงบไม่ได้ทั้งวันทั้งคืน รู้สึกละอายใจยิ่ง และคล้ายได้ยินเสียงวิญญาณร้องขอความเป็นธรรมสะท้อนไปมาในหูอยู่เสมอ ทุกครั้งที่นึกถึง ก็แทบจะกระอักโลหิตออกมาให้ได้ เมื่อประมาทเลินเล่อในหน้าที่รับผิดชอบอย่างร้ายแรงเช่นนี้ แบกรับชีวิตนับร้อยไว้ในใจเช่นนี้ ข้าพระองค์ยังจะมีหน้าเป็นขุนนางต่อได้หรือ”

 

 

“นี่…” เจี่ยไทเฮารับเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันตรงหน้าไม่ทัน หัวสมองรู้สึกสับสนอยู่บ้าง “หรือเพราะเรื่องนี้ พระมาตุลาถึง…ถึงได้ขอลาออกจากราชการ”

 

 

ผู้ซึ่งเดิมทีเป็นคนยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน เป็นที่ภาคภูมิใจของสวรรค์ พลันทำผิดร้ายแรงขึ้นมา มาตรฐานเดิมจึงถูกล้มล้าง แล้วจะไม่ให้ใจสลายได้อย่างไรเล่า

 

 

ไม่เพียงละอายใจต่อชีวิตคนนับร้อย ยังโมโหที่ตนเองตัดสินคดีผิดพลาดด้วย เดิมทีคิดว่าซ่อนตัวบำเพ็ญเพียรในป่าเขาจะสามารถลบเลือนความทรมานจากมโนสำนึกได้ แต่วันนี้พอเห็นหงเยียน พระมาตุลาก็จิตตกอีก!

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกสะทกสะท้อนใจ จึงหันมองรัชทายาทอีกครั้ง เขาเป็นหลานของเจี่ยงยิ่น คิดว่าต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงในการลาออกของเสด็จลุงแน่ มิน่าเล่า…ถึงได้เชิญเจี่ยงยิ่นมา เพราะนอกจากเจี่ยงยิ่นแล้ว ก็ไม่มีใครที่สามารถปกป้องหงเยียนได้อีก

 

 

เจี่ยงยิ่นคล้ายไม่ได้ยินคำถามของเจี่ยไทเฮา ด้วยใกล้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เต็มที เสียงพูดจึงเบาบางลง เคล้าเสียงสะอื้นไห้

 

 

“…ดังนั้น หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าไทเฮา มิใช่ลูกนักโทษทหารแต่อย่างใด นางเป็นลูกกำพร้าของขุนนางผู้ภักดีต่างหาก! ไทเฮา…ข้าพระองค์ติดค้างนาง ราชสำนักติดค้างนาง ต้าเซวียนติดค้างนางนา! ข้าพระองค์เป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองมาสามปี วันนี้เมื่อสวรรค์ให้โอกาสชดใช้ ต่อให้ต้องตาย ข้าพระองค์ก็ต้องปกป้องนาง!”

 

 

เมื่อรัชทายาทเห็นว่าพอสมควรแล้ว จึงโบกมือ “เด็กๆ พยุงพระมาตุลากลับไปพักที่เรือนเหยาหวาก่อนทรงเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว เชิญหมอหลวงมาด้วย ให้ตรวจชีพจร และดูแลรักษาให้ดี”

 

 

ขันทีรูปร่างใหญ่สองคนจึงก้าวเข้าไปพยุงเจี่ยงยิ่นที่ผอมราวกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่งขึ้น แต่เจี่ยงยิ่นที่อัดอั้นตันใจมาสามปี พอได้ระเบิดอารมณ์ออก ไหนเลยจะเก็บกลับคืนได้ง่ายๆ ยังตกอยู่ในห้วงแห่งความละอายต่อบาปและโทษตัวเอง จึงตรึงแขนของขันทีทั้งสองไว้ อย่างไรก็ไม่ยอมไป

 

 

“คุณหนูหง ข้าต้องขอโทษเจ้า ขอโทษพ่อเจ้าและทหารถังโจวอีกนับร้อยชีวิต…ไทเฮา ทรงอย่าทำให้คุณหนูหงต้องอึดอัดใจเลย ขอได้โปรด…”

 

 

น้ำเสียงค่อยๆ เบาบางลง จนใกล้ไม่รู้สึกตัว

 

 

สามปีของการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักในป่าเขา ทุกวันฉันอาหารเจเพียงมื้อเดียว ฝนตกลมแรงและเหน็บหนาวเพียงใด ก็มีเพียงหลังคามุงแฝกบางๆ คุ้มศีรษะ ร่างกายของชายหนุ่มสูงใหญ่แข็งแกร่งที่มีอยู่แต่เดิม ถูกทำลายลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกและโรคภัยไข้เจ็บเต็มตัว

 

 

มอมอที่มีแรงมากหน่อยก็ล้วนสามารถอุ้มเขาขึ้นได้ อย่าว่าแต่ขันทีสองคนเลย ตอนนี้เจี่ยงยิ่นจึงถูกพยุงแกมบังคับให้เดินไปไกลพอควร

 

 

แต่เจี่ยงยิ่นก็ยังดิ้นรนมือไม้ปัดป้อง เนื่องจากชุดนักพรตหลวม พออวิ๋นหว่านชิ่นมองไป ก็เห็นมือในแขนเสื้อหลวมโพรกของเขาถูกชูขึ้นสูง ต่อหน้าต่อตากลุ่มคน

 

 

ดวงตาของอวิ๋นหว่านชิ่นทอประกาย พลันเห็นอะไรบางอย่าง จึงเอะใจ ก้าวตามไปเงียบๆ สองเก้า

 

 

เมี่ยวเอ๋อร์เห็นคุณหนูใหญ่มีท่าทางแปลกๆ จึงรีบดึงนางไว้ “คุณหนูใหญ่ เป็นอะไรหรือเปล่า”

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนโบกมือ “ไม่เป็นไร”

 

 

ส่วนจูซุ่น พอเห็นว่าหงเยียนยังคุกเข่าอยู่ ก็หันมองเจี่ยไทเฮา ขณะจะเรียกให้ราชองครักษ์นำตัวนางไป ไทเฮาก็ค่อยๆ เอ่ยปากขึ้น

 

 

“ให้นางออกจากวังเถิด”

 

 

“อา?…” จูซุ่นตกใจ

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นกับรัชทายาทก็ตกใจเช่นกัน แต่ก็เป่าปากออกมายาวๆ อย่างโล่งอก

 

 

ดูไปแล้ว เจี่ยไทเฮาก็ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย แต่เสียงยังคงเฉียบขาดและดังกังวาน พูดรวดเดียวโดยไม่เว้นให้ใครพูดแทรก

 

 

“การแจงสี่เบี้ยของพระมาตุลาในวันนี้ คิดว่าต้องทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ คดีนี้ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ส่วนแม่นางหง เมื่อกล้ายอมรับสถานะ อีกทั้งยังมีบ้าน มีร้าน มีรกรากในเมืองหลวงแล้ว ยังจะหนีไปไหนได้อีก ให้นางกลับไปก่อนเถิด รอให้ฝ่าบาทส่งคนไปสืบคดีนี้อย่างเป็นทางการเอง ส่วนวันนี้ ข้าจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ มิใช่งานเลี้ยงสอบปากคำ และสตรีวังหลังอย่างข้า ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยื่นมือเข้าแทรกแซงการเมืองจับคนติดคุกติดตารางอะไร แม่นางหงเป็นลูกสาวนายทหารถังโจวก็ดี เป็นเถ้าแก่เนี้ยของร้านในเมืองหลวงก็ดี ข้าไม่ชัดเจน และไม่คิดที่จะตรวจสอบ ให้โอรสสวรรค์อย่างฝ่าบาทไปตรวจสอบเองน่ะดีแล้ว! กลับไปเถิด!”

 

 

ว่าแล้วก็สะบัดปลายแขนเสื้อดิ้นทองให้ตกลง

 

 

หงเยียนกลั้นน้ำตา รู้สึกปลื้มปิติเป็นล้นพ้น เหตุใดไทเฮาถึงได้ตรัสคำพูดที่ไม่มีพันธะผูกพันออกมา เมื่อทรงตรัสเช่นนี้ ก็แสดงว่าไทเฮาทรงยอมรับแล้วว่าตนเป็นลูกกำพร้าของทหารผู้ภักดี พยานคนสำคัญอย่างผู้ตรวจการเจี่ยงในปีนั้น ก็ยอมเป็นพยานแล้ว คดีความย่อมพลิกแน่!

 

 

มลทินของบิดากับพี่ชาย และเหล่าทหารถังโจวจะถูกลบล้าง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ชื่อว่านักโทษทหารผู้ประมาทศัตรูและละเลยต่อการป้องกันเมืองอีก ตนก็สามารถกลับไปใช้นามสกุลเดิม และใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผยเสียที

 

 

หงเยียนจึงโขกศีรษะสามครั้ง

 

 

“ไทเฮาจะประจักษ์แก่สายพระเนตร! ข้าพระองค์ต้องอยู่บ้านในเมืองหลวง รอการสอบสวนคดีอย่างเป็นทางการแน่นอน!”     

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด