ยอดหญิงอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 175.3 ส่งความอบอุ่นในคืนอันเหน็บหนาว (3)

อ่านนิยายจีนเรื่อง ยอดหญิงอันดับหนึ่ง ตอนที่ 175.3 ส่งความอบอุ่นในคืนอันเหน็บหนาว (3) อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

 

 

 

“เว่ออ๋อง? กั๋วจิ้วล้มแล้ว พระมารดาก็พังแล้ว หากว่ามเหสีรองไม่ตาบอดเสียก่อน ก็คงถูกส่งตัวไปที่ตำหนักเย็นแล้วล่ะ แม้ฮ่องเต้ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ได้ยินข่าวลือมาว่าพระมเหสีรองเองก็กลัวว่าจะรู้เรื่องความผิดของตระกูลเหวย พระมเหสีรองไม่ตายก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ไม่เยี่ยงนั้นเว่ยอ๋องจะทำเช่นไรเล่า”  

 

 

พระมเหสีรองเหวยตาบอดหรือ อวิ๋นหว่านชิ่นตั้งใจฟัง  

 

 

“เจ้าอย่าพูดทื่อๆ เช่นนั้นสิ ข้าเองก็ได้ยินว่าครั้งนี้เว่ยอ๋องถูกกรมยุติธรรมซักถามยังตอบคำถามได้ดีให้ความร่วมมือเป็นอย่างมาก ทั้งยังรายงานประวัติที่พักแรมในปีนี้ของตระกูลเหวยเองเสียด้วย ปกติมิได้คลุกคลีกับงานราชการของกั๋วจิ้วด้วย จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวของอันใดกัน ครั้งนี้ฮ่องเต้ฆ่าล้างหมดตระกูลแน่ ก็มีแต่เว่ยอ๋องที่ไม่เป็นอะไร นั่นก็หมายความว่าฮ่องเต้รักท่านเว่ยอ๋องมาก เจ้าลองคิดดูนะพระมเหสีรองเหวยและเหวยกั๋วจิ้วสมคบคิดกัน แต่ทำไมฮ่องเต้ถึงไม่ประกาศให้ราษฎรรู้เล่า ไม่ใช่เพราะเว่ยอ๋องหรอกรึ เพื่อปกป้องอนาคตของลูกชายให้ได้อยู่ต่อ”  

 

 

“ที่เจ้าพูดหมายความว่า…ฮ่องเต้อาจจะเพิ่มตำแหน่งให้เว่ยอ๋องหรือ ไม่หรอก ตระกูลเหวยเพิ่งก่อเรื่องไป อีกอย่างก็มีองค์รัชทายาทอยู่แล้ว”  

 

 

“เหอะ ฮ่องเต้แน่วแน่ที่จะทำลายคนของตระกูลเหวยทั้งหมด ไม่แน่อาจจะเปิดทางเพื่อเว่ยอ๋องก็เป็นได้! หากเว่ยอ๋องได้ราชาภิเษกตระกูลเหวยก็บินได้สูงขึ้น ถึงตอนนั้นอำนาจกษัตริย์และขุนนางคงไม่สมดุล พวกนั้นจะยิ่งมีความทะเยอทะยาน มิสู้ตอนนี้รีบกำจัดเสียก่อน เรื่องเปลี่ยนองค์รัชทายาทก็ง่ายขึ้น มีราชวงศ์ไหนไม่ชอบล่ะ แปลกตรงไหนกัน องค์รัชทายาทไม่มีมารดาให้พึ่งพา ฮ่องเต้มิโปรดตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว ทั้งยังพูดว่าเขาชอบไปเล่นกับประชาชนคนทั่วไป ไม่สมกับการเป็นองค์รัชทายาทเลยสักนิด ในบรรดาโอรสทั้งหมดฮ่องเต้โปรดปรานเว่ยอ๋องที่สุด”  

 

 

สหายข้างๆ ขันทีได้ฟังดูแล้วก็มีเหตุผล พยักหน้าฟังอย่างชื่นชม “ลำเอียงคืออะไร วันนี้ข้าเพิ่งเข้าใจ!”  

 

 

ทั้งสองพูดไปก็ทำงานเสร็จพอดี ปัดมือแล้วเดินจากไป  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นเองก็ยกกาน้ำเข้าไปในอารามแม่ชี เสียเวลาอยู่ในห้องครัวจนวิชาภาคค่ำได้เริ่มไปแล้ว นางจึงเลือกนั่งที่นั่งหลังสุด  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้เห็นว่านางมาสายจึงหยุดอธิบายคำสอน คิ้วขมวดมอง “การบำเพ็ญตนต่อหน้าพระพุทธเจ้า การมีสติปัญญาซาบซึ้งในธรรมะเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์ มาสายออกก่อนถือว่าเป็นความผิดใหญ่”  

 

 

สายตาของเหล่าแม่ชีมองมาที่คนข้างหลัง  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นทำได้เพียงแค่ยืนขึ้น ถอนสายบัวเอ่ยขอโ​ทษ “ศิษย์มาสายเจ้าค่ะ”  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้ยกมือขึ้นชี้มุมห้อง “ไปยืนทำโทษตรงมุมจนกว่าจะเลิกเรียน”  

 

 

ยืนทำโทษที่อารามแม่ชีไม่ใช่การยืนทำโทษทั่วไป  

 

 

การยืนทำโทษที่มุมห้อง แม่ชีจิ้งอี้ให้คนไปเจาะรูเล็กๆ บนเพดาน แล้ววางนาฬิกาน้ำที่ใส่น้ำจนเต็มไว้ข้างบน แม่ชีที่ได้รับโทษจะต้องยืนอยู่ตรงนั้น และมีน้ำหยดมาที่ศรีษะ ทีละหยด ทีละหยด เรียกว่าการทำโทษแบบ ‘เตี่ยนเทียนเติง [1] ’  

 

 

หากว่าเป็นช่วงฤดูร้อนก็นับว่าดี แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวล่ะก็ น้ำเย็นค่อยๆ หยกลงมาที่ศีรษะทีละหยดๆ จนคนที่อยู่ข้างล่างหนาวสั่น หยดน้ำค่อยๆ ไหลเข้าไปในคอ หยดจนเสื้ออ่าวและเสื้อข้างในเปียกหมด เทียบกับการทำโทษที่ทำร้ายร่างกายนั้น การทำโทษเยี่ยงนี้ไม่ทำให้คนมีบาดแผลแต่กลับทรมารคนเป็นอย่างมาก  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นเดินเข้าไปยืนตรงกำแพง แม่ชีจิ้งอี้ถึงจะพอใจ เริ่มอธิบายต่อ  

 

 

หลังจากที่อวิ๋นหว่านชิ่นได้ยืนตรงนั้น กลับรู้สึกเงียบสงบ อย่างน้อยก็ไม่ต้องโดนจ้องมองจากคนบนแท่นนั่นจนจบคาบเรียน จิตใจเหม่อลอย นึกถึงคำที่ขันทีสองคนนั้นเอ่ยเอาไว้  

 

 

นึกได้ประเดี๋ยว ก็สัมผัสได้ว่าผมเปียกไปมากแล้ว ร่างกายเริ่มรู้สึกหนาว อวิ๋นหว่านชิ่นเริ่มตัวสั่น แต่เห็นว่าวิชาภาคค่ำยังไม่จบ  

 

 

ปกติเวลานี้ก็น่าจะจบแล้ว ไม่รู้ว่าวันนี้แม่ชีจิ้งอี้ตั้งใจหรือตั้งใจกันแน่ สอนติดลมจนเลยเวลา ตอนนี้อ่านถึงย่อหน้าพระวินัยธรรมคุปต์ เรียกแม่ชีตอบคำถามบทต่อไป  

 

 

พระวินัยธรรมคุปต์เป็นหนังสือค่อนข้างลึกซึ้ง แม่ชีทั้งหลายทราบว่าแม่ชีจิ้งอี้เข้มงวดมากจึงยอมที่จะไม่ตอบดีกว่าตอบผิด ทุกคนเงียบกริบก้มหน้าก้มตาไม่มองแม่ชีจิ้งอี้ กลัวว่าจะสบตากันแล้วถูกเรียกตอบ  

 

 

สีหน้าแม่ชีจิ้งอี้น่ากลัวมาก หยิบไม้เรียวขึ้นมาตี เอ่ยตำหนิ “ปกติเห็นก้มหน้าก้มตาอ่านคำสอน ตั้งใจกันสะไม่มี ไม่มีใครตอบได้เลยหรือ ตอบได้มีรางวัล ไม่ถูกทั้งหมดก็ได้ ตอบไม่ได้วันนี้ก็เรียงแถวมาโดนตีมือได้เลย!”  

 

 

เสียงดังจนได้ยินถึงมุมห้อง “มีรางวัล? หากว่าตอบได้ กลับไปนั่งได้ไหมเจ้าคะ”  

 

 

หนาวมาก หากยังให้น้ำหยดต่อไปไม่เป็นวัณโรคก็คงเป็นไข้แน่  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้มองมาอย่างเย็นชา “หากพระชายาฉินสามารถตอบได้ไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว ก็ย่อมได้”  

 

 

เอ่ยกับแม่ชีอื่นคือ ‘ไม่ถูกทั้งหมดก็ได้’ แต่เอ่ยกับตนว่า ‘ไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวเดียว’ ยังจะมาบอกว่าไม่เลือกปฏิบัติอีก  

 

 

ความยุติธรรมจอมปลอม!  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นยิ้มตอบ “หลักคำสอนที่อาจารย์พูดไปเมื่อครู่ บทต่อไปคือ ตอนสิ้นใจคิดกลัว ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนการส่องคันฉ่อง ไม่ว่าอย่างไรชีวิตก็ดีทั้งนั้น พูดถึงศีลก็คล้ายกัน ดีเลิศและผิดศีลธรรมเกิดความเศร้าโศกและความสุข คล้ายกับการต่อสู้สองครา ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญและถอยหลังอย่างขี้ขลาด”  

 

 

ทั้งห้องโถงนิ่งอึ้ง  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้นึกไม่ถึงว่านางจะไม่ตกหล่นแม้แต่ตัวเดียวจริงๆ แค่นเสียงเอ่ย “เราก็ลืมไปว่าพระชายาฉินมีความจำเป็นเลิศ เยี่ยงนั้นก็ตอบอีกสักคำถาม ในตำราพระวินัยธรรมคุปต์ สิ่งที่ยิ่งใหญ่สี่ประการมีอะไรบ้างหรือ”   

 

 

อย่างนี้เรียกว่ากลับคำ ตอนแรกบอกว่าหนึ่งข้อ ตอนนี้กลับถามเพิ่มอีกข้อ เช่นนี้คนที่อยู่ใต้ชายคาจะไม่ก้มหัวให้ได้เยี่ยงไร  

 

 

“สิ่งที่ยิ่งใหญ่สี่ประการคือ มหาสมุทรยิ่งใหญ่ จักรวาลยิ่งใหญ่ พระพุทธยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้ศีลยิ่งใหญ่ที่สุด” อวิ๋นหว่านชิ่นอ้าปากพ่นลม ขยี้จมูกที่หนาวจนแดง  

 

 

แม่ชีทั้งหลายแอบชื่นชม  

 

 

แม่ชี้จิ้งอี้หน้าเปลี่ยนสี เอ่ยตำหนิ “เมื่อครู่ให้พวกเจ้าตอบ ล้วนทำเป็นไม่รู้ ตอนนี้ตื่นแล้วหรือ”  

 

 

เหล่าแม่ชีรีบเงียบลง  

 

 

“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านอาจารย์ให้ศิษย์กลับไปนั่งได้หรือยังเจ้าคะ” คนตรงมุมห้องถามเองอย่างไม่เกรงใจ  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้มองไป เอ่ยอย่างเยือกเย็น “ไม่ได้”  

 

 

ในใจอวิ๋นหว่านชิ่นสบถอยู่หลายคำ นี่มันปั่นหัวเล่นชัดๆ  

 

 

“ท่านอาจารย์เพิ่งจะพูดไป ถ้าศิษย์ตอบได้จะให้กลับไปนั่ง ศีลข้อสี่คนที่ออกบวชไม่ควรมุสานะเจ้าคะ” อวิ๋นหว่านชิ่นยังอยากไว้หน้านางจึงตอบกลับไปอย่างนุ่มนวล หลังจากนี้สามเดือนตนจะออกไปจากตำหนักได้อย่างราบรื่นหรือไหม แม่ชีจิ้งอี้ตอบได้ดีที่สุด ต่อให้เกลียดขนาดไหนก็คงไม่กดหัวลงถังน้ำหรอก แต่ว่าอำนาจที่ต้องแย่งก็ต้องแย่งมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นสามเดือนนี้นางคงจะทำอะไรกับตนก็ได้  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้เห็นว่านางยกศีลมาพูดว่าตนโกหก ยิ้มตอบอย่างเย็นชา “อย่างนั้นพระชายาฉินจำศีลข้อเก้าได้หรือไม่ การทำผิดแล้วไม่ยอมรับการแก้ไข ตอนนี้พระชายาทำผิด เราให้ท่านยืนทำโทษ หากว่าท่านตั้งใจที่จะแก้ไข ประพฤติตัวดียอมรับการทำโทษ แต่ว่าท่านกลับคิดหาทุกวิถีทางเพื่อกลับมานั่ง”  

 

 

คำพูดเช่นนี้ ก็คือไม่ยอมให้ตนพ้นโทษไปง่ายๆ เท่านั้นเอง จะยกเหตุผลตั้งมากมายทำไม  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นเอ่ย “นักพรตเต๋าซ้อนโลก พระพุทธเจ้ากำเนิดโลก หากว่าพระพุทธองค์นั่งใต้ต้นโพธิ์ไม่คิดไตร่ตรองอันใด และนั่งเฉยๆ เป็นขอนไม้ไร้ปัญญา พระองค์จะลึกซึ้งในพระธรรมได้หรือเจ้าคะ ศิษย์เองก็เพราะกำลังหาวิธีกลับที่นั่ง เช่นนี้หมายความว่าศิษย์กำลังสร้างสิ่งใหม่ทิ้งสิ่งเก่า ศิษย์เองก็คิดแก้ไขอยู่เจ้าค่ะ”  

 

 

“เจ้า…เจ้ากล้าพูดว่าพระพุทธองค์เป็นขอนไม้ไร้ปัญญา!” แม่ชีจิ้งอี้ถลึงตา สะบัดแขนเสื้อชี้หน้า  

 

 

 

 

 

 

 

 

[1]   เตี่ยนเทียนเติง  เป็นการทำโทษสมัยโบราณที่มีน้ำหรือน้ำมันค่อยๆ หยดลงมาที่ศรีษะทีละหยดๆ  

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด