ยอดหญิงอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 89-1 ชื่อร้านพระราชทาน กับ ผ่านต้นฤดูหนาว

อ่านนิยายจีนเรื่อง ยอดหญิงอันดับหนึ่ง ตอนที่ 89-1 ชื่อร้านพระราชทาน กับ ผ่านต้นฤดูหนาว อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

การรื้อฟื้นคดีขึ้นมาตัดสินใหม่ ถูกจัดขึ้น ณ พระที่นั่งอี้เจิ้ง

 

 

นอกประตูแดงห่วงทองแดง เสียงสอบสวนคดีของโอรสสวรรค์ดังมาเป็นระยะ หงเยียนพยายามระงับอาการตื่นเต้นขณะรอ พอขันทีเรียกชื่อ นางก็เดินเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าบันไดที่ประทับ แล้วเริ่มให้การคำต่อคำถึงความเป็นมาเป็นไปของคดีเก่าที่ถังโจว

 

 

เจี่ยงยิ่นก็มาเป็นพยานเช่นกัน โดยนั่งอยู่ตรงหน้าที่ประทับ หลายวันมานี้ เขาสุขภาพดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังป้องปากไอไปสองสามครั้ง เขาจ้องมองหงเยียนไม่วางตา แม้รู้สึกอ่อนล้า แต่ปมที่ติดอยู่ในใจมาหลายปี ในที่สุดก็ได้คลี่คลายลง ใบหน้าจึงมีแต่ความปลอดโปร่งและสงบสุข

 

 

เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ตราประทับของศาลสูงและตราประทับของฮ่องเต้จึงถูกประทับลงตรงท้ายม้วนหนังสือคำพิพากษา

 

 

พอปิดคดีเรียบร้อย เหยาฝูโซ่วก็น้อมนำม้วนหนังสือพระราชโองการออกมาประกาศต่อหน้าเหล่าขุนนาง สรุปความได้ว่า ให้นำอัฐิของแม่ทัพนายกองและเหล่าทหารในคดีถังโจวกลับมาฝังยังหลุมศพบรรพชนของแต่ละบุคคล โดยราชสำนักจะส่งช่างฝีมือไปแกะสลักอักษรแสดงสถานะบนป้ายบูชาให้ใหม่

 

 

ครอบครัวนายทหารที่ถูกเนรเทศไปยังทะเลทรายทางตอนเหนือไม่ต้องรับโทษตามความผิดร้ายแรงทางอาญาอีก สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมได้ทันที ซึ่งราชสำนักจะประกาศสถานะพ้นโทษในที่สาธารณะเป็นลำดับถัดไป

 

 

ส่วนหงเยียน ลูกสาวของหงซื่อฮั่น ให้ฟื้นคืนสถานะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และให้ตัดสินใจเองว่าจะกลับภูมิลำเนาเดิมที่ถังโจวหรือจะอยู่เยี่ยจิงต่อ โดยเจ้าหน้าที่ทางการไม่มีสิทธิขัดขวาง

 

 

พอคำประกาศสิ้นสุดลง หงเยียนก็ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดวงตาปรากฎเมฆหมอกปกคลุมอย่างไม่รู้ตัว

 

 

“หม่อมฉันไม่มีญาติพี่น้องที่ถังโจว และตอนนี้ประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่ร้านแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ซึ่งกิจการอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงอยากจะขออนุญาตสู้ชีวิตต่อในเมืองหลวงเพคะ”

 

 

เจี่ยงยิ่นพลันยืดตัวตรง แล้วค่อยๆ หย่อนร่างที่ผอมบางลง เหมือนได้กลับคืนสู่บ้านเกิด ไม่มีอะไรคิดร้องขออีก

 

 

นี่มิใช่ครั้งแรกที่หนิงซีฮ่องเต้ตัดสินคดีใหญ่ด้วยพระองค์เอง แต่กลับเป็นครั้งแรกที่ทรงพลิกคดีเก่าขึ้นมาตัดสินใหม่ด้วยพระองค์เอง ฝุ่นตลบสงบลงแล้ว ทรงมองลูกกำพร้าของขุนนางเก่าที่อยู่เบื้องล่าง พลางรู้สึกเศร้าเสียใจอย่างอดไม่ได้

 

 

คดีเก่า ถ้ารื้อฟื้นไม่ได้ก็ไม่ต้องรื้อฟื้น เพราะการรื้อฟื้นหมายความว่า ฮ่องเต้ต้องยกเลิกคำตัดสินก่อนหน้า และไม่ว่าจะมองในมุมไหน ก็พูดได้ว่าเป็นการตบปากตนเอง ทำให้ศักดิ์ศรีของราชสำนักเสื่อมเสีย ดังนั้น ในประวัติศาสตร์มีคดีใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายยุคหลายสมัย คดีที่ไม่เป็นธรรมจึงยิ่งมีอยู่มาก และคดีที่

 

 

คนระดับล่างพลิกกลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์นั้น จะมีสักกี่คดีเชียว

 

 

แม้ผู้บังคับบัญชารู้ว่ามีข้อข้องใจ แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งกันทั้งนั้น

 

 

กรณีที่สามารถพลิกคดีสำเร็จ ถ้าไม่ร้องเรียนมายังท้องพระโรงโดยตรง บีบจนถึงจมูกของฮ่องเต้ ก็ต้องรอให้ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ แล้วดำเนินการพลิกคดีด้วยพระองค์เอง เพื่อสำแดงพระบารมี

 

 

จึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่หงเยียนมีโอกาสได้ดำเนินการแบบกรณีแรก

 

 

ดังนั้นเรื่องของคดีเก่า เป็นเพราะแต่ละหน่วยงาน ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับบน พากันปกปิดซ่อนเร้น พอคดีพลิก ฮ่องเต้จึงต้องรีบประกาศให้ประชาชนได้เข้าใจ ให้รู้ว่าพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

 

 

ตอนนี้ ดวงตามังกรของหนิงซีฮ่องเต้จึงนิ่ง ขณะตรัสต่อหน้าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊

 

 

“เมื่อแม่นางหงเลือกอยู่ในเมืองหลวง เราย่อมอนุญาต ประสบการณ์ของเจ้าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากุลสตรีทั้งหลายเลย อย่างไรเจ้าก็เป็นลูกสาวนายทหาร มีจิตใจที่เข้มแข็ง คิดว่าต่อไปต้องพึ่งพาตนเองได้อย่างแน่นอน ไม่เสียทีที่พ่อและพี่ชายของเจ้าอบรมเลี้ยงดูเจ้ามา เหยาฝูโซ่ว นำเงินหนึ่งพันตำลึงจากท้องพระคลัง มอบให้กับแม่นางหง…”

 

 

เหยาฝูโซ่วใช้พู่กันขนนกจดบันทึกยิกๆ การมอบเงินให้เช่นนี้ ถ้าบอกว่าเป็นการปลอบขวัญครอบครัวของผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม มิสู้บอกว่าทรงมีพระเมตตาต่อเหล่าพสกนิกร  

 

 

พอจดบันทึกเสร็จ จึงเปล่งวาจา “ทรงพระเมตตา! ทรงพระปรีชายิ่ง!”

 

 

หงเยียนเพียงฟังอย่างสงบนิ่ง พอหนิงซีฮ่องเต้ตรัสจบ ค่อยก้มศีรษะจรดพื้น

 

 

“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตา แต่หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องพระองค์อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าควรจะพูดออกมาดีหรือไม่”

 

 

เหยาฝูโซ่วอึ้ง แต่พอเห็นหนิงซีฮ่องเต้หน้าตาแจ่มใส ก็ยกนิ้วชี้ขึ้น แล้วว่า “ว่ามา”

 

 

“การให้ปลากับคน มิสู้สอนให้คนตกปลา” หงเยียนพูดตามที่อวิ๋นหว่านชิ่นไหว้วาน

 

 

ตอนแรกที่นางได้ยินก็ตกใจอยู่เหมือนกัน แต่คุณหนูใหญ่เดาได้ถูกจริงๆ นางบอกว่า เมื่อหนิงซีฮ่องเต้ตัดสินใจดำเนินการพลิกคดี ก็ต้องทำให้ประชาชนรู้โดยทั่วกัน พิชิตใจประชาชนด้วยการพิสูจน์ให้เห็นว่าราชสำนักใจกว้าง ฉลาดและสุขุม

 

 

แล้วจะทำอย่างไรให้รู้โดยทั่วกันล่ะ ก็ต้องพระราชทานของชิ่นใหญ่หน่อย!

 

 

หงเยียนจึงหยุดสักพัก ก่อนพูดต่อ

 

 

“เงินทองมีมากเท่าไหร่ ก็ต้องมีวันใช้หมด มิสู้มอบเครื่องมือทำมาหากินให้หม่อมฉันเพคะ”

 

 

“ทำไมถึงได้พูดเช่นนี้เล่า” หนิงซีฮ่องเต้ชักสนใจ

 

 

หงเยียนตอบอย่างนอบน้อมตามที่อวิ๋นหว่านชิ่นกำชับ

 

 

“หม่อมฉันได้ยินมานานแล้วว่า นอกจากฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถแล้ว ยังทรงเป็นนักเขียนอักษรพู่กันที่มีชื่อเสียงด้วย หลายคนอยากมีผลงานของพระองค์ไว้ในครอบครอง แต่ก็หาไม่ได้ ถ้าหม่อมฉันโชคดี ได้แขวนอักษรพู่กันของพระองค์ไว้ในร้านเพื่อเป็นเกียรติแก่ร้านแล้วล่ะก็ ย่อมมีค่ามากกว่าแก้วแหวนเงินทองใดๆ

 

 

อย่างแน่นอนเพคะ”

 

 

“โอ้? ฮาๆ”

 

 

หนิงซีฮ่องเต้เป็นคนเจ้าชู้ และคนเจ้าชู้ก็มักมีบุคลิกของบัณฑิตผู้สูงส่ง ที่ชอบเขียนอักษรพู่กันเป็นงานอดิเรกอยู่เป็นนิจ ตอนนี้พอถูกเยินยอ ย่อมรู้สึกเบิกบานพระทัย ทรงคิดว่า พอคดีนี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ คนในเมืองหลวงรู้ว่าหงเยียนเป็นลูกสาวนายทหารที่ถังโจว และยิ่งเห็นว่าในร้านมีป้ายชื่อพระราชทาน ย่อมส่งผลดีต่อร้านมากกว่าแก้วแหวนเงินทองเป็นไหนๆ

 

 

หนิงซีฮ่องเต้รู้สึกยินดีปรีดายิ่ง จึงตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันที “ฝูโซ่ว จัดเครื่องเขียนมา!”

 

 

พอผู้พิพากษาศาลสูง อีกทั้งเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊รู้ความหมายของโอรสสวรรค์ บรรยากาศก็ผ่อนคลายลง ต่างพากันยิ้มและหันหน้ามาพูดคุย

 

 

เหยาฝูโซ่วและเหล่าขันทีมิกล้าชักช้า รีบวางกระดาษเนื้อดีให้เรียบ ฝนหมึกดำให้ข้น

 

 

หนิงซีฮ่องเต้ยกแขนเสื้อขึ้น หยิบพู่กันมาตรงหน้ากระดาษ ค่อยนึกขึ้นได้ ลังเลเล็กน้อย

 

 

“ร้านเจ้าเป็นร้านอะไร คิดชื่อร้านแล้วหรือยัง”

 

 

หงเยียนทอประกายตา “ร้านหม่อมฉันขายเครื่องประทินผิว ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดชื่อร้านไว้หลายชื่อ  แต่ล้วนล้าสมัย วันนี้เมื่อได้เข้าเฝ้า จึงอยากขอพระราชทานชื่อดีๆ สักชื่อเพคะ”

 

 

คุณหนูใหญ่ว่า ฮ่องเต้ก็คือสมมติเทพที่มาจุติบนโลกมนุษย์ แม้ลงพระบังคนหนักก็มีคนนำพานมารองรับ! ชื่อร้าน? ให้ทรงตั้งให้นั่นล่ะ ต่อให้ตั้งว่าหอมบังคนเบาก็ต้องยอมรับ!

 

 

ตอนนั้นทำเอาหงเยียนหัวเราะจนตัวโยน คุณหนูใหญ่นี่จริงๆ เลย…ทว่า แม้พูดจาหยาบคาย แต่เหตุผลยังคงถูกต้อง

 

 

“ให้เราตั้งชื่อร้านขายเครื่องประทินผิวนี่ก็ ลำบากเราแล้ว ทำให้เราปวดหัวยิ่งกว่าอ่านรายงานกองพะเนินในห้องทรงพระอักษรเสียอีก!” หนิงซีฮ่องเต้ยกหัวพู่กันขึ้นเกาศีรษะ “ไหนเจ้าลองบอกหน่อยสิว่า ก่อนหน้านี้เคยคิดชื่ออะไรไว้บ้าง”

 

 

หงเยียนยิ้มพลางว่า “อั้นเซียงหยิงซิ่ว ตั้งให้เรียกง่ายๆ เพคะ เดิมทีคิดว่าจะตัดเหลือ เซียงหยิงซิ่ว (แปลว่า กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แขนเสื้อ) สามคำ มาใช้เป็นชื่อร้าน”

 

 

หนิงซีฮ่องเต้ทำตาโต ครุ่นคิดขึ้นมา “หลังจากที่ตงหลีดื่มเหล้าจนพลบค่ำ ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แขนเสื้อ…เซียงหยิงซิ่ว ดีนะ เป็นชื่อที่ดีทีเดียวเชียว เหมาะกับร้านดี”

 

 

แต่กลับสงสัยในใจ หงเยียนเติบโตจากครอบครัวขุนนางฝ่ายบู๊ที่ชายแดน สามารถอ่านออกเขียนได้ก็นับว่าเก่งแล้ว พออายุสิบสามเริ่มระหกระเหิน ยิ่งไม่น่าจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ตอนนี้เพียงได้ยินชื่อที่นางตั้ง ก็คล้ายรู้สึกว่าในตัวนางมีของอยู่ จึงมองนางนิ่ง

 

 

“ชื่อนี้ เจ้าเป็นคนคิดหรือ”

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด