ยอดหญิงอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 179.2 สำรวจยามดึก (2)

อ่านนิยายจีนเรื่อง ยอดหญิงอันดับหนึ่ง ตอนที่ 179.2 สำรวจยามดึก (2) อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

เจิ้งหวาชิวรู้ว่าแม่ชีจิ้งอี้ตั้งใจมาจับผิด กลัวว่าตนมาเยี่ยมเพื่อให้พระชายาได้พัก นางจึงเดินเข้าไปทักทายแม่ชีจิ้งอี้ ราวกับคนที่กำลังจะไปหาพอดี นางตอบกลับอย่างเปิดเผยและไม่เกรงใจเหมือนเมื่อก่อน “เจ้าค่ะ พระสนมมีรับสั่งให้มาเยี่ยมพระชายาฉิน”  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นรู้ เจิ้งหวาชิวเป็นห่วงกลัวว่าตนจะถูกแม่ชีจิ้งอี้ปฏิบัติอย่างไม่ธรรม ทุกครั้งที่นางมาหา นางจะปฏิบัติต่อแม่ชีอย่างนอบน้อมอ่อนโยน แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม น่าแปลกใจยิ่งนัก  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้ทำหน้าเย็นชาและกล่าวอย่างนิ่งเรียบว่า “หลังจากนี้ หากไม่เหตุอันใด เจิ้งกูกูไม่ต้องลำบากมาถึงที่นี่ก็ได้ อารามฉางชิงไม่ขาดแคลนของใช้ฤดูหนาว ฝากขอบพระทัยพระสนมม่อด้วย”  

 

 

เจิ้งหวาชิวยิ้มอ่อน “ขนาดข้ามาบ่อย พระชายาเอกยังลำบากถึงเพียงนี้ หากไม่มาเยี่ยมเสียหน่อย พระชายาเอกคงถูกทรมานจนไม่เหลือแล้วกระมัง ถึงจะเป็นนักโทษจำคุก ก็ยังมีสิทธิเยี่ยมได้ แล้วเหตุใดข้าถึงมาไม่ได้”  

 

 

สีหน้าของแม่ชีจิ้งอี้เปลี่ยนไปทันที นางตีหน้าขรึมจัดและพูดด้วยเสียงเย็นชาว่า “กูกูกล่าวหาว่าข้าทารุณพระชายาฉินอย่างนั้นรึ แม่ชีอยู่อารามฉางชิงตำหนักซือฝามาทั้งชีวิต เคยดูแลเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงมานับไม่ถ้วน ไม่ถึงหนึ่งร้อย อย่างน้อยก็มีแปดสิบ เจ้าจะทำลายชื่อเสียงของแม่ชีเช่นนี้ไม่ได้!”  

 

 

เจิ้วชิวหวาตอบ “ก็เพราะแม่ชีจิ้งอี้อยู่อารามฉางชิงมาทั้งชีวิต ข้าน้อยเลยได้ยินชื่อเสียงของแม่ชีอย่างไรล่ะ ช่างดังเสียเหลือเกิน คิดจะทุบตีนักโทษหญิงก็ตี คิดจะต่อว่าก็ว่า ใช้ทุกวิธีและยังโหดเหี้ยมเป็นที่สุด”  

 

 

“นี่เจ้า——กำลังทำให้ชื่อเสียงข้าเสื่อมเสีย! เจ้าพูดให้ชัดเจนนะ! ไม่อย่างนั้นแม่ชีจะขอความเป็นธรรมจากสำนักพระราชวังอย่างแน่นอน!” แม่ชีจิ้งอี้เดินเข้ามาใกล้ นางโมโหตัวสั่นจนแทบอยากจะกระชากเสื้อ  

 

 

เจิ้งหวาชิวเป็นคนเก่าแก่ในวัง นางไม่กลัวแม้แต่น้อย นางจ้องแม่ชีและพูดต่อว่า “พูดให้ชัดเจนงั้นรึ หากเป็นเรื่องเมื่อสมัยก่อนคงไม่ต้องพูดถึงอีก เมื่อหกปีก่อน เจียงเหม่ยเหริน [1] ทำวัตถุโบราณของฮ่องเต้เสียหายเพราะความไม่ระมัดระวัง นางจึงถูกสั่งให้มารับโทษที่อารามฉางชิง เดิมทีมีกำหนดเพียงสองเดือนเท่านั้น แต่ก่อนครบกำหนดหลายวันนางฆ่าตัวตายในอ่างเก็บน้ำ ทุกคนต่างพูดกันว่าเจียงเหม่ยเหรินฆ่าตัวตายเพราะความรู้สึกผิด แต่เรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไร ซือไท่ [2] รู้อยู่แก่ใจ คนคนหนึ่งที่ใกล้ครบกำหนด จู่ๆ จะฆ่าตัวตายทำไมกัน สามปีก่อน ถานซื่อซู่เฟย [3] ในลั่วจวิ้นอ๋อง ให้ยาพิษแก่อนุภรรยาผู้เป็นที่รักของลั่วจวิ้นอ๋องเพราะความอิจฉาริษยา นางถูกลงโทษด้วยการส่งมาที่นี่ แต่เข้ามาอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งปี นางก็กลายเป็นคนบ้าไม่ได้สติ ทั้งหมดนี้ซือไท่คงยังไม่ลืมใช่หรือไม่”  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นตะลึงจนถึงกับสูดหายใจเฮือกใหญ่ ที่แท้แม่ชีจิ้งอี้โหดเหี้ยมกับนักโทษหญิงถึงเพียงนี้เชียวรึ  

 

 

เป็นถึงผู้ออกบวช ไฉนถึงไร้ความเมตตากรุณาตามที่ผู้ออกบวชควรจะมี ภายนอกดูนิ่งเรียบไม่สนใจโลกภายนอก แท้จริงแล้วกลับใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม่ชีเป็นผู้ดูแลหญิงผู้มีความผิดติดตัว ในเมื่อมีความผิด หญิงเหล่านั้นไม่อยากมีความผิดเพิ่ม จึงยอมให้แม่ชีกระทำทุกสิ่ง และไม่เคยคิดแพร่งพรายออกไป  

 

 

ด้วยเหตุนี้สินะ เจิ้งหวาชิวจึงมาหานางบ่อยเพราะไม่เคยวางใจ  

 

 

พอพูดถึงตรงนี้ เจิ้งหวาชิวยกมือขึ้นปัด เป็นอันส่งสัญญาณให้แม่ชีน้อยสองคนข้างหลังแม่ชีจิ้งอี้ให้ถอยออกไป จากนั้นนางโน้มตัวลง เสียงพูดก็เบากว่าเมื่อครู่เยอะ นางทำใบหน้าขยะแขยงราวกับคนเพิ่งกินแมลงวันเข้าไป “เมื่อปีก่อน นางในสวีทำให้มเหสีรองเหวยกริ้วโกรธจนถูกลงโทษให้นำตัวมายังอาราม ได้ยินว่าถูกเรียกเข้าไปศึกษาธรรมะ สวดมนต์ในห้องนอนของซือไท่ทุกๆ สองสามวัน แต่ทุกครั้งที่นางออกมาจากห้อง เป็นช่วงเวลาเลยกลางดึก นางเดินกระเซอะกระเซิงเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ตรงหน้าอกมีรอยสีแดง ทุกครั้งที่กลับไปนางจะร้องไห้ทั้งคืนและล้างตัวไม่หยุด…นางในสวีเป็นหญิงสาวที่มีผิวพรรณนวลขาว ผิวพรรณดีเช่นนางในวังมีไม่กี่คน แต่นางมีตำแหน่งต่ำ พูดอะไรออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ หญิงงามที่ใช้งานได้ดีและไม่กล้าแพร่งพรายออกไปเช่นนี้ ซือไท่คงยิ่งลืมยากใช่หรือไม่”  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นได้ยินดังนั้นถึงกับขมวดคิ้ว โชคดีที่อาหารเช้าเป็นข้าวต้มกับผักเค็ม รสชาติไม่เลี่ยน ถ้าไม่เช่นนั้น คงรู้สึกพะอืดพะอมเป็นแน่  

 

 

แต่เดิมก็พอรู้อยู่บ้างว่าแม่ชีกับหญิงสาวในวังมักช่วยกันนวดคลึง เพราะชีวิตที่กดดันและไม่มีชายหนุ่มอยู่ข้างๆ แต่นางคิดไม่ถึงเลยว่าจะพบคนประเภทนี้อยู่ตรงหน้า นางจิ้งอี้คนนี้ ทั้งอยู่ในวังและเป็นแม่ชี ความวิปริตของนางคงร้ายไม่เบา ดูเป็นคนมีธรรมจอมปลอมน่าเกรงขามดีแท้  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้กลั้นความโกรธเอาไว้ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร นางจ้องเขม่นเจิ้งหวาชิวอย่างไม่ละสายตา ภายในใจนั้นเต้นตึกตักราวกับคนตีกลอง หากจะบอกว่าสองเรื่องราวก่อนหน้านี้พระสนมม่อกับเจิ้งหวาชิวได้ยิน เป็นเพียงคำบอกเล่าและการซุบซิบนินทา แต่ความลับของเรื่องหลัง นางได้ยินมาจากไหน ช่วงเวลาเพียงครู่เดียว สีหน้าของแม่ชีอันเหี่ยวย่นจากสีแดงกลายเป็นซีดขาว จากซีดขาวกลายเป็นม่วงดำ  

 

 

“ทำไม ให้ข้าพูดต่ออีกหรือไม่” เจิ้งหวาชิวถาม  

 

 

“เจ้า ไม่มีหลักฐาน อย่ามาพูดพล่อยๆ——” แม่ชีจิ้งอี้โกรธพลุ่งพล่าน  

 

 

เจิ้งหวาชิวไม่รอให้แม่ชีจิ้งอี้พูดจบ นางประชดต่อว่า “ข้าพูดขนาดนี้แล้ว ซือไท่คิดว่าข้ามีหลักฐานหรือไม่ หากซือไท่คิดว่าข้าพูดพล่าม เช่นนั้นไปกองกิจการภายในด้วยกันดีหรือไม่ ถึงตอนนั้นซือไท่ก็รู้เองว่าข้าพูดพล่อยๆ หรือไม่”  

 

 

สีหน้าของแม่ชีจิ้งอี้มีหลายสีซับซ้อนมาก  

 

 

เจิ้งหวาชิวเอนตัวเข้าไปแนบใกล้หูของแม่ชีจิ้งอี้ “…สนมม่อหาใช่คนกัดไม่ปล่อย บัญชีเก่าๆ สนมม่อกับข้าไม่คิดจะเปิดเผยหรอก ทว่าต่อจากนี้ หากข้ามาที่นี่อีก ข้าไม่ต้องการเห็นพระชายาฉินทำงานพวกนี้ในขณะที่มือบวม อากาศหนาวเหน็บ และแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังไม่คิดจะให้ลูกสาวทำ หรือได้รับโทษแบบที่มนุษย์เขาไม่ทำกันอีก อย่างไรล่ะซือไท่ ข้อแลกเปลี่ยนนี้ สมเหตุสมผลหรือไม่”  

 

 

สีหน้าแม่ชีจิ้งอี้แทบดูไม่ได้ นางส่งเสียงฮึ่มหนึ่งที แต่ไม่ตอบโต้  

 

 

เจิ้งหวาชิวรู้ว่านางควบคุมแม่ชีแก่คนนี้ได้แล้วชั่วคราว อย่างน้อยในระยะเวลาสั้นๆ นางคงไม่กล้าทำอะไรอวิ๋นหว่านชิ่นอีก นางหันกลับไปยิ้มให้ จากนั้นก็เดินออกจากอารามฉางชิง  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นเห็นสีหน้าของแม่จิ้งอี้ดำอย่างกับเพิ่งเอาถ่านมาถู นางนำผ้าห่มไปตากแดดต่อ จากนั้นนางก้มลงเข็นรถเข็นเปล่าและเดินไปทางประตู พอเดินผ่านแม่ชีจิ้งอี้ นางพูดกับนางด้วยเสียงแข็งกระด้างว่า “ปล่อย”  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง “ปล่อย?”  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้ส่งสายตาให้แม่ชีน้อยด้านหลังและออกคำสั่งว่า “พวกเจ้า คนหนึ่งเข็นรถเข้าไป อีกคนไปทำงานของพระชายาฉินที่เหลือให้หมด!”  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นทำสีหน้าคล้ายคนคิดหนัก “ซือไท่เคยบอกว่า ข้ามาเพื่อไถ่โทษ ไม่ได้มาอยู่อย่างสุขสบาย งานของข้าจะให้คนอื่นทำได้อย่างไรกัน หากข้าไม่ทำงาน อยู่อย่างสบาย ถึงเวลานั้นซือไท่รายงานการปฏิบัติตนของข้าต่อหน้าผู้อื่น ไทเฮาเกิดไม่พอพระทัย ให้ข้ารับโทษนานขึ้นจะทำอย่างไร…ไม่ได้หรอก ข้ายอมทำงานมากหน่อยยังดีเสียกว่า”  

 

 

แม่ชีจิ้งอี้รู้ว่านางตั้งใจ แต่กลับไม่กล้าพูดจาแรงอีก นางกลั้นความไม่พอใจเอาไว้และพูดว่า “พระชายาฉินประพฤติตนในอารามฉางชิงเป็นอย่างดีไม่เกียจคร้าน ดีมากๆ! แม่ชีรู้ว่าต้องพูดอย่างไร! เชิญพระชายาฉินกลับห้องไปเถิด คัดอ่านธรรมะก็คือว่าเป็นหน้าที่เหมือนกัน”  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นได้ยินดังนั้นจึงปล่อยมือออก  

 

 

ดีเหมือนกัน กลับไปจะได้อ่านตำราหมอที่เหยากวางเย่าส่งมา  

 

 

หลายวันมานี้ นางจะได้อ่านก็ต่อเมื่อทำทุกอย่างเสร็จ อ่านได้ไม่เท่าไหร่ แม่ชีจิ้งอี้รณรงค์เรื่องความมัธยัสถ์ ห้ามฟุ่มเฟือยเทียนไข ทุกๆ วันหลังจากที่เหล่าแม่ชีน้อยกับมอมอทำงานจนเสร็จสิ้น พวกนางกลับถึงห้องเพียงไม่นาน ก็จะถูกสั่งให้ดับไฟ ไม่ให้ทำงานส่วนตัวเลยแม้แต่นิดเดียว ใช้ชีวิตราวกับพระ แต่อวิ๋นหว่านชิ่นถูกส่งตัวมาแล้วหลายวัน เห็นได้ชัดว่ากองกิจการภายในค่อนข้างให้ความสำคัญกับอารามฉางชิงพอควร ข้าวของเครื่องใช้ไม่เคยขาดตก แต่พอส่งมาถึงแม่ชีจิ้งอี้ ข้าวของเหล่านั้นกลับถูกรีดไถจนแทบไม่เหลือ  

 

 

ในเมื่อนางพูดเช่นนั้น อวิ๋นหว่านชิ่นยอมอ่อน “อ้อ เช่นนั้นข้าก็วางใจ ขอบคุณซือไท่ งั้นข้ากลับห้องไปศึกษาธรรมะก่อนล่ะ ข้าจะได้หลุดพ้นจากการลงโทษในเร็ววัน”  

 

 

 

 

 

 

 

 

[1]  เหม่ยเหริน  หมายถึง หนึ่งในชื่อตำแหน่งสนม  

 

 

[2]  ซือไท่  หมายถึง ตำแหน่งของแม่ชีอาวุโส  

 

 

[3]  ซู่เฟย  หมายถึง สตรีที่ได้ถวายตัว แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งใดๆ  

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด