ยอดหญิงอันดับหนึ่ง – ตอนที่ 144-4 คลื่นใต้น้ำยามกลับเรือน

อ่านนิยายจีนเรื่อง ยอดหญิงอันดับหนึ่ง ตอนที่ 144-4 คลื่นใต้น้ำยามกลับเรือน อ่านนิยายจีน.COM | อ่านนิยายจีนแปลไทย.

เหอมอมอนั่นตอนอยู่ที่จวนก็ถูกคุณหนูงอแงจะมาหาพระชายาให้ได้ เดิมทียังปรามเอาไว้ได้ ใครจะคิดว่าเมื่อถึงตอนเที่ยง พระชายาก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับ คุณหนูร้องไห้โวยวายเสียงดังสนั่น จะมาดูให้ได้ จนปัญญา จึงได้แต่แอบพามาบ้านตระกูลอวิ๋น แต่ไม่กล้าเข้าประตูใหญ่ กลัวว่าพระชายาทรงทราบแล้วจะถูกลงโทษ กะว่าจะพาคุณหนูมาทางประตูข้างสอดส่องดูก่อนว่าพระชายาไปหรือยัง ยังต้องรออีกนานเพียงใด ตามใจคุณหนูก็พอ ไม่คิดว่าเมื่อครู่เพิ่งจะพูดคุยกับบ่าวเก่าแก่ของบ้านตระกูลอวิ๋นไม่กี่คำ กลับได้พบกับนายน้อยตระกูลอวิ๋นเสียได้  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งได้ยินทั้งสามคนพูดคุยกัน รู้ว่าคนที่มาคือใคร ก่อนหน้านี้ก็รู้อยู่แล้วว่าในจวนพี่เขยฉินอ๋องมีน้องสาวลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง เป็นลูกสาวของน้องสาวร่วมสายเลือดที่แต่งมาต้าเซวียนพร้อมกับสนมเอกเฮ่อเหลียนในตอนนั้น เนื่องจากสูญเสียพ่อแม่กระทันหันตั้งแต่ยังแบเบาะ จึงถูกเลี้ยงในจวนฉินอ๋องมาโดยตลอด หรือว่าจะเป็นคนตรงหน้านี้  

 

 

เพื่อเป็นการยืนยัน อวิ๋นจิ่นจ้งกล่าว “พวกเจ้าเป็นคนของพี่เขยฉินอ๋องของข้าหรือ มาหาพี่สาวข้าหรือ”  

 

 

หนุ่มน้อยตรงหน้าแต่งตัวดูดี แม้จะดูอายุเพียงไม่ถึงสิบปี กลับเริ่มมีมาดแข็งกร้าว คิ้วเรียวดวงตางดงาม ผิวขาวเนียน หน้าตาคล้ายกับพระชายาในจวนของตนอยู่บ้าง อย่างไรเสียก็คือพี่น้องร่วมท้องกัน ดูในบางมุม เหมือนกับพระชายาที่สวมชุดชาย เหอมอมอและชุยอินหลัวเหม่อลอยไปชั่วขณะ  

 

 

สักครู่ เหอมอมอกำลังจะคำนับพร้อมอธิบาย กลับเห็นคุณหนูที่อยู่ข้างๆ ดวงตาแวววาวดั่งเมล็ดองุ่น แย่งพูดขึ้นมากระทันหัน “ใช่! ข้าเป็นคนของจวนพี่เขยฉินอ๋องของเจ้า มาหาพี่สาวเจ้านี่ล่ะ”  

 

 

ม่อเซียงก่ายหน้าผาก คนไม่รู้ความพูดจาไม่รู้ที่ต่ำที่สูงสองคนมาเจอกัน  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งส่งเสียงร้อง  อ้อ!  “เจ้าคือคุณหนูในจวนท่านพี่เขยละสิ”  

 

 

รู้แล้วหรือ รู้อะไรหรือ อวิ๋นจิ่นจ้งยังไม่ทันตั้งตัว เจ้าเด็กอ้วนนั่นเดินจูงมือมอมอ หันกลับเดินออกประตูข้างไป  

 

 

“อืม!” ชุยอินหลัวกะพริบตา “ข้าแซ่ชุย ข้าชื่อชุยอินหลัว เป็นคนเยี่ยจิง อาศัยอยู่ที่จวนฉินอ๋อง ปีนี้อายุหกปี…” พูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกเหอมอมอปิดปากเอาไว้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถึงแม้คุณหนูของตนจะยังไม่ถึงอายุที่ชายหญิงห้ามร่วมโต๊ะกัน แต่ถึงอย่างไรก็มาจากครอบครัวตระกูลใหญ่ จะต้องเรียบร้อยเสียหน่อย เขาไม่ได้ถาม ก็บอกชื่อแซ่อายุภูมิลำเนาออกมาเอง ทำตัวเหมือนหญิงตรงไหนกัน  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งไม่ได้มีความกระตือรือร้นเท่าชุยอินหลัว เขาส่งเสียงร้อง  อ้อ!  กลับ “พี่ข้ากินอาหารเที่ยงแล้วจึงกลับ หรือเจ้าจะตามข้าไป แล้วรอกลับพร้อมนาง”  

 

 

เหอมอมอรีบกล่าว “นายน้อยเจ้าคะ อย่าเลยเจ้าค่ะ พระชายามิให้คุณหนูออกมา หากไปแล้ว ลงโทษเพียงบ่าวไม่ว่า ยังจะตำหนิคุณหนูอีกเป็นแน่ คุณหนูตามติดพระชายาจนเคยชิน เห็นว่าพระชายาวันนี้ยังไม่กลับมาเสียที จึงได้มาถามถึงที่ เพื่อความสบายใจเท่านั้น กำลังจะไปกันแล้ว ขอนายน้อยทำเป็นไม่พบ อย่าบอกพระชายาเลยนะเจ้าคะ”  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งยักไหล่ บ่งบอกว่าไม่มีปัญหา กำลังจะหันหลังไป แขนเสื้อถูกคนจับไว้ ได้ยินเพียงเสียงออดอ้อนอ่อนหวานของชุยอินหลัวกล่าวว่า “เจ้าจะมาเล่นที่จวนอ๋องได้เมื่อไร”  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งเห็นว่าเด็กหญิงผู้นี้ทำตัวสนิทสนมกับผู้อื่นได้เร็ว ปลดมือของนางออก “ตอนกลางวันข้าต้องเรียนหนังสือ เลิกเรียนก็ต้องทำการบ้าน เมื่อก่อนตอนท่านพี่อยู่ควบคุมอย่างเคร่งครัด” ถอนหายใจ “คิดไม่ถึงว่าตอนนี้นางออกเรือนแล้ว เรียกให้ม่อเซียงกับแม่สามเฝ้าข้าหนักกว่าเดิม น่าจะออกบ้านได้น้อยครั้งแล้ว”  

 

 

ชุยอินหลัวถามอีกเหมือนไม่ได้ตั้งใจ “เจ้าเรียนที่ใดหรือ”  

 

 

“กั่วจื่อเจี้ยนในซอยประตูตะวันออกของถนนหลวง” อวิ๋นจิ่นจ้งสองมือประสานหลังเอว กล่าวอย่างจริงจัง  

 

 

ชุยอินหลัวปรบมืออันอวบอ้วนของนาง “เก่งเสียจริง ข้าได้ยินท่านพี่บอกว่าศิษย์ในกั๋วจื่อเจี้ยนนั้นต่างก็อายุมากกันทั้งนั้น หากมิใช่มีพรสวรรค์สูงส่ง คนอายุน้อยยากจะเข้าไปได้…ที่นั่นคงลำบากสินะ เช่นนั้นปกติเจ้าเข้าเรียนกี่โมง เลิกเรียนกี่ยามกันหรือ”  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งถูกนางกล่าวชื่นเช่นนี้ก็รู้สึกภาคภูมิ เหมือนว่าถูกกรอกด้วยยาแฝด บอกเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียนของตนออกมาหมด  

 

 

ชุยอินหลัวจึงยิ้ม “ได้ ข้ารู้แล้ว”  

 

 

…  

 

 

ห้องโถงหลักทางนี้ มื้อเที่ยงเตรียมไว้พร้อมแล้ว  

 

 

อวิ๋นหว่านชิ่นยังคงนั่งอยู่หัวโต๊ะ เห็นน้องชายเข้ามา จึงได้ตบเก้าอี้ตัวข้างๆ อย่างยิ้มแย้ม “เรียกเจ้าตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาเล่า มานั่งตรงนี้”  

 

 

ฮูหยินสกุลถงยิ้มกล่าว “พี่เจ้าไม่เห็นเจ้ามา จึงยังไม่เริ่มกิน ปกติพูดถึงกินข้าวกระฉับกระเฉงรวดเร็วนัก วันนี้ทำไมถึงได้โอ้เอ้ชักช้านัก ทำอะไรมาหรือ”  

 

 

อวิ๋นจิ่นจ้งนึกถึงคำที่มอมอเคยกำชับเอาไว้ เพื่อมิให้เจ้าเด็กอ้วนนั่นกลับบ้านแล้วถูกลงโทษ นั่งลงแล้วกล่าว “ท่านพี่มอบชุดเครื่องเขียนให้ข้าชุดหนึ่ง ข้าจึงชื่นชมอยู่ในห้องอีกเสียหน่อย”  

 

 

พวกเขาไม่ได้พูดอะไรอีก จับตะเกียบเริ่มกินอาหาร  

 

 

ในเมื่อเป็นโต๊ะจัดเลี้ยงของพระชายาแห่งองค์ชาย บ้านตระกูลอวิ๋นก็ต้องใช้เวลาตระเตรียมยาวนาน ฮูหยินสกุลถงครั้งแล้วเห็นว่าอวิ๋นหว่านชิ่นจัดงานกลับเรือนให้อวิ๋นหว่านถงอย่างไร ครั้งนี้ก็พอจะรู้อยู่บ้าง นางเป็นคนจัดการเองตั้งแต่ต้นจนจบ อาหารที่จัดวางก็ถือว่าละเมียดละไมเหมาะสม  

 

 

งานจัดเลี้ยงกลับเรือนควรจะคึกคักกว่าปกติ เชิญญาติฝ่ายหญิง เนื่องจากบ้านตระกูลอวิ๋นมีถิ่นฐานภูมิลำเนาอยู่เมืองอื่น เหล่าญาติต่างไม่อยู่ในเมืองหลวง ใช้ชีวิตในเมืองหลวงอยู่เพียงครอบครัวเดียว ลุงใหญ่ที่อยู่เมืองหลวงเพียงครอบครัวเดียวนั้นเดิมทีควรมาร่วมพิธี แต่สวี่เจ๋อเทานั่นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่คืนดีกับน้องเขย และไม่ได้มาอีกด้วย ส่วนฮูหยินสกุลไป๋ก็ถูกลงโทษอยู่ ดังนั้นในตอนนี้โต๊ะจัดเลี้ยงในห้องโถงหลัก มีเพียงอวิ๋นเสวียนฉั่งและฮูหยินถงนายหลักเพียงสองคนอยู่ร่วมด้วย  

 

 

ฮูหยินถงกลัวว่างานจัดเลี้ยงจะเงียบเหงา เรียกฮุ่ยหลานและเหลียนเหนียงยืนอยู่ข้างๆ ช่วยเทเหล้าคีบอาหาร เพิ่มความคึกคักเสียหน่อย เนื่องจากยังคงรังเกียจปากของอนุฟาง จึงไม่ได้เรียกนางมาด้วย  

 

 

เมื่อกินใกล้เสร็จ อวิ๋นเสวียนฉั่งวางตะเกียบลง เรียกม่อไคไหลเข้ามา สั่งเสียงแผ่วเบา “นำอาหารที่เหลือในห้องครัวยกไปที่ศาลประจำตระกูลชุดหนึ่ง”  

 

 

ม่อไคไหลพยักหน้าเล็กน้อย ออกประตูไป เลี้ยวเข้าห้องครัว นำอาหารจำพวกน้ำแกงบำรุงและเนื้อสัตว์เนื้อปลาที่เหลือในวันนี้เติมอย่างละสองถ้วย อุ่นในซึ้งนึ่ง แล้วใช้จานปิดไว้ ใส่ในกล่องอาหาร  

 

 

เพิ่งจะเดินออกมา ก็เจออนุฟางอยู่ตรงหน้า  

 

 

อนุฟางเห็นว่าเหลียนเหนียงและฮุ่ยหลานต่างก็ไปปรนนิบัติบนโต๊ะอาหาร ตนถูกทิ้งเอาไว้ เดิมทีก็โมโหอัดอั้นเต็มอก แอบวิ่งมาดู เห็นม่อไคไหลยกอาหารกล่องหนึ่งมา เดินไปทางศาลประจำตระกูล กัดปากในทันใด “นายท่านสั่งให้นำไปส่งให้ฮูหยินหรือ”  

 

 

ม่อไคไหลกล่าวตามความเป็นจริง “ขอรับ” พูดเสร็จก็ออกไปก่อน  

 

 

อนุฟางโมโหจนหน้ามืด คนฐานะด้อยกว่าตนสองคนกระโดดขึ้นมาบนหัวตนไม่ว่า ขนาดคนใกล้ตายคนนั้นยังใกล้จะฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว!  

 

 

เพียงเพราะจวนเว่ยอ๋องทุกวันนี้อยู่ในช่วงขาลง ถงเอ๋อร์ของตนก็ตกกระไดพลอยโจนกับพระสวามีไปด้วย บ้านตระกูลอวิ๋นกลัวจะขายหน้า จึงดูถูกดูแคลนตนเช่นนี้มิใช่หรือ  

 

 

อนุฟางครุ่นคิด กัดนิ้วจนเลือดแทบไหล หันไปกระทืบเท้าใส่ทางเรือนชุนจี้ พลางด่าว่า “รอวันใดเว่ยอ๋องกลับมาผงาดได้อีกครั้ง วันใดถงเอ๋อร์ของข้ารุ่งโรจน์ขึ้นมา จะให้พวกเจ้าทุกคน มาคุกเข่าขอร้องข้า!”  

 

 

ด่าไปได้ครึ่งหนึ่ง กลับเห็นเซียงหรงสาวใช้ติดตามตัวของตนเดินเข้ามาด้วยฝีเท้ารีบร้อน กระซิบกล่าวข้างหู “อนุฟางเจ้าคะ ยวนยางสาวใช้ข้างกายพระชายารองเมื่อครู่มาหา พระชายารองบ่ายวันนี้จะรอท่านที่วัดหวาอัน ให้ท่านหาโอกาสออกไปหา อยากพบท่านเป็นการส่วนตัวสักครั้งเจ้าค่ะ”  

 

 

ก่อนหน้านี้อวิ๋นเสวียนฉั่งกลัวว่าตนจะได้รับผลกระทบจากเว่ยอ๋อง ออกคำสั่งห้ามคนในเรือนไปมาหาสู่กับคนในจวนเว่ยอ๋อง ตอนนี้เรื่องสาเกดอกท้อนั้นมู่หรงไท่ออกตัวรับผิดทั้งหมด เว่ยอ๋องไร้ความผิดใด จึงคลายคำสั่งนี้ลงบ้าง อนุฟางช่วงนี้ เริ่มแอบส่งจดหมายส่งสารกันลับๆ กับบุตรสาวอีกครั้ง ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวเหมือนว่าร้อนรนนัก จึงกล่าวอย่างสงสัย “ทำไมหรือ พระชายารองมีเรื่องอะไรหรือ”  

 

 

เซียงหรงกดเสียงแผ่วเบาแล้วพูดต่อ  

 

 

อนุฟางได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป เหมือนดั่งอยู่ในฝัน ปรบมือขึ้นมาในทันใด ยินดีปรีดายิ่งนัก “ฮ่าๆ ครานี้ฮวงจุ้ยหมุนวนเปลี่ยน วนมาถึงข้าแล้วอย่างนั้นหรือ!” แล้วหันมาตำหนิ “หึ อย่าพูดถึงคนบ้านตระกูลอวิ๋นพวกนี้เลย แม้แต่อวิ๋นหว่านชิ่นก็สู้ถงเอ๋อร์ของข้ามิได้!”  

คอมเม้นต์

การแสดงความเห็นถูกปิด